อาการล่าสุด "เสืออ้วน" สู้โรค FIP อย่างหนัก เริ่มมีสัญญาณดี

แฟนคลับยังคงส่งกำลังใจล้น “เสืออ้วน” แมวเซเลบ MRT ป่วย FIP ล่าสุดต้องเจาะน้ำในท้อง แต่เริ่มกินอาหารได้มากขึ้น

แฟนคลับส่งกำลังใจล้น! อัปเดตอาการล่าสุด “เสืออ้วนแมวเซเลบ MRT ป่วย FIP ต้องเจาะน้ำในช่องท้อง แต่เริ่มกินอาหารได้มากขึ้น

อัปเดตอาการล่าสุดของ “เสืออ้วน” แมวอ้วนขวัญใจผู้โดยสารประจำสถานี MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประตู 4 ที่กลายเป็นขวัญใจชาวโซเชียลจากความน่ารักและเป็นมิตรกับผู้คน หลังล้มป่วยจนต้องเข้ารับการรักษา ท่ามกลางความเป็นห่วงของแฟนคลับจำนวนมาก

 

อาการล่าสุด เสืออ้วน สู้โรค FIP อย่างหนัก เริ่มมีสัญญาณดี

อาการล่าสุด เสืออ้วน สู้โรค FIP อย่างหนัก เริ่มมีสัญญาณดี

 

ก่อนหน้านี้ “พี่วิน” ผู้ดูแล ได้พาเสืออ้วนเข้าพบสัตวแพทย์ หลังพบว่าน้องมีอาการป่วยและท้องเสีย โดยผลตรวจในเวลาต่อมาพบว่า ป่วยเป็นโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบในแมว หรือ FIP (Feline Infectious Peritonitis) ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนาในแมว และถือเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความกังวลให้กับคนเลี้ยงแมวเป็นอย่างมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 พี่วินได้อัปเดตอาการของเสืออ้วนว่า น้องยังต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยสัตวแพทย์ต้องทำการเจาะน้ำออกจากช่องท้องเป็นระยะ เนื่องจากอาการของโรคยังต้องได้รับการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ เสืออ้วนเริ่มมีอาการตอบสนองที่ดีขึ้น สามารถกินอาหารได้มากขึ้นกว่าช่วงแรกที่ป่วย สร้างความหวังให้กับทั้งผู้ดูแลและแฟนคลับที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

อาการล่าสุด เสืออ้วน สู้โรค FIP อย่างหนัก เริ่มมีสัญญาณดี

 

ตลอดช่วงที่ผ่านมา โลกออนไลน์ได้ร่วมกันส่งกำลังใจให้เสืออ้วนอย่างต่อเนื่อง หลังทราบข่าวการล้มป่วยของแมวเซเลบตัวดัง โดยหลายคนหวังให้น้องฟื้นตัวกลับมาแข็งแรง และกลับไปนั่งต้อนรับผู้โดยสารที่สถานี MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้อีกครั้งในเร็ววัน

 

อาการล่าสุด เสืออ้วน สู้โรค FIP อย่างหนัก เริ่มมีสัญญาณดี

 

ทั้งนี้ สัตวแพทย์เคยแนะนำให้ผู้ที่พบเสืออ้วนงดอุ้มหรือสัมผัสตัวโดยไม่จำเป็น รวมถึงหลีกเลี่ยงการรบกวนในช่วงพักฟื้น เพื่อให้น้องได้รับการรักษาอย่างเต็มที่และลดความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวจากโรค FIP

แม้โรคดังกล่าวเคยถูกมองว่าเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาได้ยาก แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้มีแนวทางการรักษาที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง