- 15 มิ.ย. 2569
"พล.ต.ท.เรวัช" อดีตมือปราบคนดังเห็นใจ ตชด. คดีวินห้วยขวางเสียชีวิต ลั่นคนเริ่มก่อนต้องรับผล บอก "ถ้าเป็นผมก็ยิงเหมือนกัน"
คดียิงวินจักรยานยนต์รับจ้างกลางกรุงจนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนอกจากความคืบหน้าทางคดีที่พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาแล้ว พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตมือปราบคนดังยังออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมองว่าควรพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเวลา 09:00 น. วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พนักงานสอบสวนได้นำตัว ส.ต.ต.นำทัพ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.21) ผู้ต้องหาในคดีใช้อาวุธปืนยิงวินจักรยานยนต์รับจ้างบริเวณหน้าปากซอยประชาสงเคราะห์ 38 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ไปขออำนาจศาลอาญาฝากขัง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่าผู้อื่น และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ นายภูริต หรือ "บอย" อายุ 37 ปี วินจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และนายชรินทร์ หรือ "บอล" อายุ 48 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเปาโล สะพานควายในเวลาต่อมา
ด้าน พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับทราบ เหตุเริ่มต้นจากการโต้เถียงเรื่องค่าโดยสาร หลังวินจักรยานยนต์เรียกค่าโดยสาร 120 บาท แต่ผู้ต้องหาไม่ประสงค์ใช้บริการและกำลังจะเรียกรถแท็กซี่แทน
พล.ต.ท.เรวัช ระบุว่า ระหว่างนั้นมีบุคคลในกลุ่มวินจักรยานยนต์เข้ามาทำร้ายผู้ต้องหาด้วยการถีบจนล้มลง ก่อนจะมีคนอื่นพยายามเข้ามาร่วมทำร้าย ส่งผลให้ผู้ต้องหาชักอาวุธปืนออกมาก่อเหตุยิง
อดีตมือปราบคนดังมองว่า ผู้ที่เริ่มใช้กำลังก่อนถือเป็นฝ่ายที่กระทำไม่เหมาะสม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการนำเสนอข่าวในบางส่วนอาจเผยแพร่เพียงช่วงที่มีการใช้อาวุธปืน โดยไม่ได้แสดงเหตุการณ์ก่อนหน้าอย่างครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจสถานการณ์เพียงด้านเดียว
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.เรวัช ย้ำว่า แม้ผู้ต้องหาจะถูกทำร้ายก่อน แต่การใช้อาวุธปืนตอบโต้จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ยังคงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมาย โดยเชื่อว่าผู้ต้องหาจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดทางคดีได้
นอกจากนี้ ยังฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนว่า หากพบปัญหาการเรียกเก็บค่าโดยสารไม่เป็นธรรม ควรใช้ช่องทางตามกฎหมายในการร้องเรียนหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้
ทั้งนี้ คดียังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ขณะที่สังคมยังคงจับตาผลการดำเนินคดีและข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
