สู้มาตลอด "ทนายสาว" นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน

สู้มาตลอด "ทนายสาว" นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน ลั่น สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะยุติ คือเจ้าของชีวิตของเขาเอง

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 69 ทางด้าน "ทนายฝน" หรือ วาริษา ปฐมชัยรุ่งเรือง ออกมาเปิดเผยผ่านทางเฟซบุ๊ก Warisa Pathomchairungrueang ถึงประเด็นที่ลูกความตัดสินใจความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน ระบุว่า... ทนายเหม่อเลย หลังจากลูกความเปลี่ยนจากให้การปฏิเสธ เป็นรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

สู้มาตลอด ทนายสาว นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน

คดีนี้ลูกความยืนยันมาตลอดว่า ยาบ้า 6 เม็ดที่พบในตัวเป็นของเขาจริง เขารับว่าเสพ แต่ยาบ้ากว่าร้อยเม็ดและยาไอซ์ที่พบในกระเป๋าภายหลังนั้น ที่ตำรวจอ้างว่าพบเจอที่หลัง ที่ตกอยู่ข้างทาง เป็นของเขา ซึ่งลุกความเขายืนยันมาตลอดว่าไม่ใช่ของเขาตั้งแต่ชั้นสอบสวน และคนที่เจอก็ไม่ได้เห็นว่าจำเลยเป็นคนโยน แค่เจอกระเป๋าและโทรแจ้งตำรวจเท่านั้น

 

ระหว่างเตรียมคดี เราพบว่าคดียังมีประเด็นให้ต่อสู้ มีข้อสงสัยหลายอย่างที่ยังต้องพิสูจน์ในชั้นศาล

 

วันนี้เจอท่านอัยการเอง ท่านอัยการยังบอกว่าคดีนี้ 50:50 เพราะทนายดูแล้ว หลักฐานของโจทก์ ไม่มีกล้องวงจรปิดที่ชัดเจน กล้อบันทึกขณะจับกุมก็ไม่มี ทั้งๆที่ตำรวจขับไล่ตาม ถ้าเขาโยนก็ต้องมีบันทึกไว้ แถมที่กระเป๋าก็ไม่มีลายนิ้วมือ และไม่มีการตรวจด้วย

วันนี้ศาลตรวจพยานหลักฐานเสร็จแล้ว ในฐานะทนายจำเลย ก็ยอมรับเพียงพยานผู้เชียวชาญ ที่ตรวจปัสสาวะเท่านั้น สอบถามพยานบุคคลที่จะนำสืบเรียบร้อย กำลังจะกำหนดวันนัดสืบพยาน

 

นั่งรออยู่นาน จนคดีอื่นออกไปหมด ศาลได้ถามลูกความอีกครั้งว่า

 

"จะสู้คดีเรื่องอะไร ยืนยันจะสู้แน่นะ"

 

ลูกความตอบว่า

 

"สู้ครับ เพราะผมไม่ได้จำหน่าย ผมแค่เสพเฉยๆ ยาที่เจอในตัว 6 เม็ด ผมรับครับว่าเป็นของผม แต่ยากว่าร้อยเม็ดกับยาไอซ์ในกระเป๋านั้นไม่ใช่ของผมครับท่าน"

 

ศาลจึงอธิบายถึงสิทธิของเขาอีกครั้ง และบอกว่าหากรับสารภาพ ศาลจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งนะ แต่ถ้าสู้ ศาลไม่มีลดโทษให้นะ

 

ลูกความเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามกลับว่า

 

"ถ้ารับ จะเหลือประมาณกี่ปีครับท่าน โทษผมเท่าไหร่ครับ"

 

ศาลตอบว่า

 

"ศาลไม่แน่ใจ ต้องดูจำนวนสารบริสุทธิ์ของยาอีกที แต่จากประสบการณ์พิจารณาแล้ว ประมาณ 3 ปี"

 

จากนั้นลูกความก็นิ่งไปอีกพักใหญ่

 

แล้วพูดประโยคหนึ่งออกมาว่า

 

"งั้นผมรับครับ"

 

ทนายตกใจเลย หันไปมองหน้าลูกความ เพราะเขาจะสู้มาตลอด

 

ศาลบอก "งั้นเดี๋ยวศาลขอขึ้นไปเขียนคำพิพากษา 20-25 นาทีครับ"

ลูกความพูดต่อว่า "ผมไม่ได้รับสารภาพเพราะผมทำผิด แต่ผมรับสารภาพเพราะผมกลัวสู้แล้วผมแพ้"

 

คือไม่ใช่เพราะเขาบอกว่าของทั้งหมดเป็นของเขา

 

ไม่ใช่เพราะเขาเลิกยืนยันในสิ่งที่เคยพูด

 

แต่เพราะเขากลัว…

 

กลัวว่าหากสู้ต่อไปแล้วแพ้ จะต้องสูญเสียเวลาไปมากกว่านี้

 

บางครั้งในห้องพิจารณา สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่ข้อกฎหมาย

 

แต่คือความรู้สึกของคนคนหนึ่งที่ถูกคุมขังมานาน ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว สูญเสียพ่อระหว่างถูกคุมขัง มีแม่สูงอายุที่กำลังลำบาก และมีลูกตัวเล็ก ๆ รออยู่ข้างนอก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในเรือนจำมาเกือบปีแล้ว

 

ในฐานะทนาย เรามีหน้าที่มองหาช่องทางต่อสู้ให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะยุติ คือเจ้าของชีวิตของเขาเอง

 

สรุปศาลลง 2 ปี 16 เดือน

สู้มาตลอด ทนายสาว นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน

ทางทนายความสาวยังบอกอีกว่า... "เพราะศาลบอกด้วยว่า แม้หลักฐานยังไม่ชัดเจน แต่ดูจากประวัติ (เคยต้องโทษจำหน่ายเมื่อปี 57 10กว่าปีที่แล้ว ) อาจจะเชื่อได้ว่าเป็นของจำเลยจริงๆ" จำเลยบอกเพราะประวัติของผม เลยกลัวว่าสู้แล้วจะแพ้ แม้ปัจจุบันจะเลิกแล้ว แต่สิ่งนี้ก็ยังคงมีผลในปัจจุบัน

สู้มาตลอด ทนายสาว นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน

สู้มาตลอด ทนายสาว นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน

สู้มาตลอด ทนายสาว นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน

สู้มาตลอด ทนายสาว นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน