- 16 มิ.ย. 2569
สู้มาตลอด "ทนายสาว" นั่งเหม่อ เจอลูกความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน ลั่น สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะยุติ คือเจ้าของชีวิตของเขาเอง
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 69 ทางด้าน "ทนายฝน" หรือ วาริษา ปฐมชัยรุ่งเรือง ออกมาเปิดเผยผ่านทางเฟซบุ๊ก Warisa Pathomchairungrueang ถึงประเด็นที่ลูกความตัดสินใจความเปลี่ยนคำให้การกะทันหัน ระบุว่า... ทนายเหม่อเลย หลังจากลูกความเปลี่ยนจากให้การปฏิเสธ เป็นรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา
คดีนี้ลูกความยืนยันมาตลอดว่า ยาบ้า 6 เม็ดที่พบในตัวเป็นของเขาจริง เขารับว่าเสพ แต่ยาบ้ากว่าร้อยเม็ดและยาไอซ์ที่พบในกระเป๋าภายหลังนั้น ที่ตำรวจอ้างว่าพบเจอที่หลัง ที่ตกอยู่ข้างทาง เป็นของเขา ซึ่งลุกความเขายืนยันมาตลอดว่าไม่ใช่ของเขาตั้งแต่ชั้นสอบสวน และคนที่เจอก็ไม่ได้เห็นว่าจำเลยเป็นคนโยน แค่เจอกระเป๋าและโทรแจ้งตำรวจเท่านั้น
ระหว่างเตรียมคดี เราพบว่าคดียังมีประเด็นให้ต่อสู้ มีข้อสงสัยหลายอย่างที่ยังต้องพิสูจน์ในชั้นศาล
วันนี้เจอท่านอัยการเอง ท่านอัยการยังบอกว่าคดีนี้ 50:50 เพราะทนายดูแล้ว หลักฐานของโจทก์ ไม่มีกล้องวงจรปิดที่ชัดเจน กล้อบันทึกขณะจับกุมก็ไม่มี ทั้งๆที่ตำรวจขับไล่ตาม ถ้าเขาโยนก็ต้องมีบันทึกไว้ แถมที่กระเป๋าก็ไม่มีลายนิ้วมือ และไม่มีการตรวจด้วย
วันนี้ศาลตรวจพยานหลักฐานเสร็จแล้ว ในฐานะทนายจำเลย ก็ยอมรับเพียงพยานผู้เชียวชาญ ที่ตรวจปัสสาวะเท่านั้น สอบถามพยานบุคคลที่จะนำสืบเรียบร้อย กำลังจะกำหนดวันนัดสืบพยาน
นั่งรออยู่นาน จนคดีอื่นออกไปหมด ศาลได้ถามลูกความอีกครั้งว่า
"จะสู้คดีเรื่องอะไร ยืนยันจะสู้แน่นะ"
ลูกความตอบว่า
"สู้ครับ เพราะผมไม่ได้จำหน่าย ผมแค่เสพเฉยๆ ยาที่เจอในตัว 6 เม็ด ผมรับครับว่าเป็นของผม แต่ยากว่าร้อยเม็ดกับยาไอซ์ในกระเป๋านั้นไม่ใช่ของผมครับท่าน"
ศาลจึงอธิบายถึงสิทธิของเขาอีกครั้ง และบอกว่าหากรับสารภาพ ศาลจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งนะ แต่ถ้าสู้ ศาลไม่มีลดโทษให้นะ
ลูกความเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามกลับว่า
"ถ้ารับ จะเหลือประมาณกี่ปีครับท่าน โทษผมเท่าไหร่ครับ"
ศาลตอบว่า
"ศาลไม่แน่ใจ ต้องดูจำนวนสารบริสุทธิ์ของยาอีกที แต่จากประสบการณ์พิจารณาแล้ว ประมาณ 3 ปี"
จากนั้นลูกความก็นิ่งไปอีกพักใหญ่
แล้วพูดประโยคหนึ่งออกมาว่า
"งั้นผมรับครับ"
ทนายตกใจเลย หันไปมองหน้าลูกความ เพราะเขาจะสู้มาตลอด
ศาลบอก "งั้นเดี๋ยวศาลขอขึ้นไปเขียนคำพิพากษา 20-25 นาทีครับ"
ลูกความพูดต่อว่า "ผมไม่ได้รับสารภาพเพราะผมทำผิด แต่ผมรับสารภาพเพราะผมกลัวสู้แล้วผมแพ้"
คือไม่ใช่เพราะเขาบอกว่าของทั้งหมดเป็นของเขา
ไม่ใช่เพราะเขาเลิกยืนยันในสิ่งที่เคยพูด
แต่เพราะเขากลัว…
กลัวว่าหากสู้ต่อไปแล้วแพ้ จะต้องสูญเสียเวลาไปมากกว่านี้
บางครั้งในห้องพิจารณา สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่ข้อกฎหมาย
แต่คือความรู้สึกของคนคนหนึ่งที่ถูกคุมขังมานาน ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว สูญเสียพ่อระหว่างถูกคุมขัง มีแม่สูงอายุที่กำลังลำบาก และมีลูกตัวเล็ก ๆ รออยู่ข้างนอก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในเรือนจำมาเกือบปีแล้ว
ในฐานะทนาย เรามีหน้าที่มองหาช่องทางต่อสู้ให้ดีที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะยุติ คือเจ้าของชีวิตของเขาเอง
สรุปศาลลง 2 ปี 16 เดือน
ทางทนายความสาวยังบอกอีกว่า... "เพราะศาลบอกด้วยว่า แม้หลักฐานยังไม่ชัดเจน แต่ดูจากประวัติ (เคยต้องโทษจำหน่ายเมื่อปี 57 10กว่าปีที่แล้ว ) อาจจะเชื่อได้ว่าเป็นของจำเลยจริงๆ" จำเลยบอกเพราะประวัติของผม เลยกลัวว่าสู้แล้วจะแพ้ แม้ปัจจุบันจะเลิกแล้ว แต่สิ่งนี้ก็ยังคงมีผลในปัจจุบัน
