- 17 มิ.ย. 2569
แฉเต็นท์รถดังหลอกขายรถเก๋งจมน้ำท่วม ขับวันเดียวพังยับอู่แกะเจอโคลนเต็มแผงประตู สูญเงินรวมค่าซ่อมโอนประกันเฉียด 2 แสน
บุรีรัมย์ (17 มิถุนายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีรยุทธ ศิริเรืองประภา ทนายความ ได้นำตัว น.ส.สมยงค์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ภรรยาชาวต่างชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ ในข้อหาฉ้อโกงและหลอกลวงผู้บริโภค หลังจากซื้อรถยนต์เก๋งมาใช้งานแล้วพบว่าเป็นรถย้อมแมวที่ผ่านการจมน้ำท่วมหนักมาก่อน โดยที่ทางเต็นท์จงใจปกปิดข้อเท็จจริง
น.ส.สมยงค์ ผู้เสียหายเปิดเผยด้วยความช้ำใจว่า ตนเองเห็นเต็นท์รถดังกล่าวโพสต์ภาพโฆษณาขายรถเก๋งมือสองผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุสรรพคุณว่าเป็นรถสภาพดีเยี่ยมพร้อมใช้งาน ในราคา 169,000 บาท จึงสนใจและเดินทางไปดูรถในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 พร้อมเจรจาต่อรองราคาจบที่ 155,000 บาท ซึ่งตนได้จ่ายเป็นเงินสดเต็มจำนวน ทว่าความซวยมาเยือนทันทีหลังจากขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านพักที่จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างทางพบว่ากระจกไฟฟ้าฝั่งคนขับกดไม่ลง และเมื่อใช้งานไปได้เพียง 3 วัน ระบบต่าง ๆ เริ่มรวน กระจกมองข้างทั้งสองข้างติดขัด ประตูเบาะหลังระบบเซ็นเซอร์เสียใช้งานไม่ได้
เมื่อนำรถเข้าเช็กอาการที่อู่ซ่อมรถ ช่างได้ทำการรื้อแผงประตูออกตรวจสอบ ถึงกับต้องตะลึงเมื่อพบคราบดินโคลนและเศษตะกอนแห้งกรังอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก โดยช่างยืนยันหนักแน่นว่าเป็นร่องรอยของรถที่เคยจมน้ำท่วมมิดคันมาอย่างแน่นอน ทำให้ตนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าซ่อมระบบไฟไปเบื้องต้นกว่า 20,000 บาท เมื่อทวงถามไปยังเต็นท์รถกลับปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่รู้เรื่องรถน้ำท่วม ตนจึงนำหลักฐานภาพถ่ายเข้าร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ แต่จากการไกล่เกลี่ย ทางเต็นท์รถยินยอมจะชดเชยเงินคืนให้เพียง 100,000 บาทเพื่อขอรับรถคืน พร้อมขู่ว่าหากไม่รับภายในสัปดาห์นี้จะไม่มีเงินจ่ายให้แล้ว ซึ่งตนมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเงินค่าซื้อรถ ค่าซ่อม ค่าโอน และค่าประกันภัย รวมแล้วเกือบ 200,000 บาท ตนจึงปฏิเสธและหันมาพึ่งทนายความเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะตอนนี้ไม่กล้าขับรถคันนี้แล้ว กลัวเครื่องยนต์จะน็อกกลางทางจนเกิดอันตราย และอยากให้เต็นท์รถมีความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ เพราะบางคนเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อรถคันแรก
ด้าน ทนายวีรยุทธ ศิริเรืองประภา กล่าวว่า พฤติกรรมของเต็นท์รถรายนี้ชัดเจนว่ามีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญซึ่งผู้บริโภคควรต้องรับทราบก่อนการตัดสินใจซื้อ มีการโฆษณาการันตีสภาพรถเกินจริงผ่านสื่อโซเชียล ถือเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคและเข้าข่ายข้อหาฉ้อโกง นอกจากนี้ จากการสืบทราบพบว่าน่าจะมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกเต็นท์รถแห่งนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย แต่บางส่วนอาจไม่มีทุนทรัพย์ในการเดินเรื่องฟ้องร้องคดี คดีนี้จึงต้องการให้เป็นเคสตัวอย่างเพื่อไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนคนอื่นอีก เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับคำร้องทุกข์พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน และเตรียมออกหมายเรียกตัวเจ้าของเต็นท์รถรายนี้มาสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
