- 18 มิ.ย. 2569
ปลาหมอคางดำบุกยึดบ่อกุ้ง 50 ไร่ที่อัมพวา เกษตรกรช้ำใจจับกุ้งได้ปลาเอเลี่ยน 5 ตัน ขายได้เงินไม่คุ้มทุน แพปลาเผยราคาดิ่งกิโลฯ ละ 5 บาท วอนรัฐเร่งช่วยเหลือ
สมุทรสงคราม (18 มิถุนายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้กระแสข่าวการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำจะเริ่มเงียบหายไปจากหน้าสื่อกระแสหลัก แต่ในข้อเท็จจริง สถานการณ์การรุกรานของปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างที่ทำเอาเกษตรกรหลายรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยัง หมู่ 5 ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อพบกับ นางอมลวรรณ อายุ 61 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย เจ้าของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ซึ่งกำลังยืนมองบ่อด้วยความสิ้นหวัง โดยนางอมลวรรณเล่าว่า ตนเองย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดสมุทรปราการเพื่อมาซื้อที่ดินทำกินที่นี่นานกว่า 20 ปี ในอดีตพื้นที่แถบนี้อุดมสมบูรณ์มาก เปิดบ่อจับกุ้งแต่ละครั้งสร้างรายได้เป็นล่ำเป็นสัน แต่ปัจจุบันผลผลิตกุ้งลดฮวบจนเหลือศูนย์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่เล็ดลอดเข้ามาตามช่องทางน้ำธรรมชาติ เพียงแค่ 8-9 เดือน พวกมันก็ขยายพันธุ์ยึดบ่อจนหมดสิ้น ล่าสุดตักบ่อขึ้นมา แทนที่จะได้กุ้งขาวตัวโต ๆ กลับกลายเป็นปลาหมอคางดำขนาด 2-4 นิ้ว ล้วน ๆ น้ำหนักรวมกว่า 5 ตัน นำไปขายได้เพียงกิโลกรัมละ 8 บาท ได้เงินมา 40,000 บาท ซึ่งไม่เหลืออะไรเลยนอกจากความขาดทุน ทุกวันนี้เหมือนต้องทนซื้ออาหารมาเลี้ยงปลาหมอคางดำประชดชีวิต โชคยังดีที่ไม่มีหนี้สินรุงรัง ไม่อย่างนั้นคงคิดสั้นไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ด้าน นางเนตรชนก อายุ 40 ปี หรือ "เสี่ยนุ้ย ปลาซิ่ง" ผู้รับซื้อปลาหมอคางดำรายใหญ่ในพื้นที่ ได้สะท้อนมุมมองในฝั่งของแพปลาว่า ปัจจุบันปลาหมอคางดำได้ทำลายระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศในชุมชนไปจนหมดสิ้น เกษตรกรจะปล่อยลูกปูหรือพันธุ์กุ้งลงไปเท่าไหร่ ก็จะถูกฝูงปลาหมอคางดำรุมตอมกินจนเกลี้ยงตั้งแต่อยู่ในวัยอนุบาล ซ้ำร้ายในแง่ของพาณิชย์ ปลาชนิดนี้เนื้อน้อย ก้างเยอะ ไม่เป็นที่นิยมนำมาบริโภค ทางแพปลาจึงรับซื้อได้ตามกลไกตลาดที่ต่ำมาก โดยรับซื้อหน้าบ่อเพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท และนำไปขายต่อให้โรงงานหรือบ่อปลากะพงในราคากิโลกรัมละ 6-7 บาท เพื่อทำเป็นปลาป่น เหยื่อเลี้ยงปลากะพง-ปลาดุก หรือแช่แข็งส่งชาวประมงไปทำเหยื่อลอบดักปูม้าเท่านั้น
นางเนตรชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า อุปสรรคสำคัญในตอนนี้คือ แหล่งรองรับปลามีน้อยมากและราคาถูกสวนทางกับ "ค่าแรงงาน" ในการจับปลา การลากอวนจับปลาแต่ละครั้ง เกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายจ้างคนงานสูงถึงหลักหมื่นบาท บางรายจ้างคนงานมาหมื่นห้าแต่จับปลามาขายได้แค่ตันเดียว ได้เงิน 5,000 บาท เท่ากับขาดทุนซ้ำซ้อนทันที จึงอยากวิงวอนขอความเมตตาจากหน่วยงานภาครัฐให้เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทั้งการตั้งงบประมาณอุดหนุนราคารับซื้อให้สูงขึ้น เพื่อจูงใจให้คนอยากจับปลา การจัดกิจกรรมลงแขกช่วยชาวบ้านจับปลาออกจากลำคลองสาธารณะ และที่สำคัญคืออยากให้สนับสนุนแจกจ่ายพันธุ์ปูทะเลและพันธุ์กุ้งเพื่อเยียวยาเกษตรกร เพราะตอนนี้ต้นทุนพันธุ์สัตว์น้ำสูงมาก เช่น ลูกปูทะเลราคากิโลกรัมละ 200 บาท ชาวบ้านไม่มีทุนจะซื้อมาลงใหม่แล้ว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านและเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสงครามต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันด้วยความหดหู่ว่า หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีมาตรการเชิงรุกในการจำกัดประชากรปลาหมอคางดำและแผนเยียวยาที่เป็นรูปธรรม อนาคตอันใกล้ขบวนการผู้เลี้ยงกุ้งและปูทะเล ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมและสร้างรายได้หลักให้จังหวัดสมุทรสงคราม คงต้องถึงกาลอวสานและสูญพันธุ์ไปอย่างแน่นอน
