- 29 มิ.ย. 2569
รู้แล้ว "ทุเรียนซ้อน" เกิดจากอะไร นักพฤกษศาสตร์เฉลยชัดเจน ชี้เป็นความผิดปกติในการพัฒนาของผลทุเรียนที่พบได้นานๆ ครั้ง ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ
จากกรณีที่โลกออนไลน์ให้ความสนใจกับภาพ "ทุเรียนซ้อน" หรือ "ทุเรียนตั้งท้อง" ซึ่งเมื่อผ่าผลออกมาแล้วกลับพบโครงสร้างคล้ายผลทุเรียนขนาดเล็กหรือหนามทุเรียนซ่อนอยู่ภายในพู ล่าสุด เพจ สมาคมพฤกษศาสตร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (Botanical Society of Thailand) ได้ออกมาอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวในมุมมองทางวิชาการ
สมาคมระบุว่า "ผ่าทุเรียนเจอทุเรียนซ้อน" จากภาพข่าวรายการตะลอนข่าวสุดสัปดาห์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่พบโครงสร้างคล้ายหนามทุเรียนหรือผลทุเรียนขนาดเล็กซ้อนอยู่ภายในพู (มักเรียกกันในภาษาชาวบ้านว่า ทุเรียนซ้อน หรือ ทุเรียนตั้งท้อง) ในทางพฤกษศาสตร์และสรีรวิทยาของพืชสามารถอธิบายสาเหตุหลักได้ดังนี้ครับ
1. ความผิดปกติในการพัฒนาของตาดอก (Floral Proliferation / Teratological Development)
เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระยะการพัฒนาตาดอก (Flower bud differentiation) โดยกลุ่มเซลล์เจริญ (Meristem) มีกระบวนการแบ่งตัวและพัฒนาที่ผิดเพี้ยนไป แทนที่รังไข่จะเจริญเติบโตเป็นพูและเมล็ดตามปกติ กลับเกิดการพัฒนาของเนื้อเยื่อซ้อนซ้ำ (Double flower หรือ Secondary ovary) เจริญแทรกอยู่ภายในรังไข่หลัก เมื่อผลทุเรียนหลักขยายขนาดขึ้น โครงสร้างที่ซ้อนอยู่ด้านในจึงเจริญเติบโตตามจนดูเหมือนมีผลทุเรียนจิ๋วอยู่ภายใน
2. การแปรปรวนของสภาพแวดล้อมและฮอร์โมนพืช
กระบวนการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกตินี้ มักถูกกระตุ้นโดยปัจจัยภายนอกและภายในในช่วงวิกฤตของการฟอร์มดอกและผลอ่อน:
สภาพอากาศแปรปรวน: เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน หรือการได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอในช่วงที่ต้นทุเรียนกำลังสร้างตาดอก
ความไม่สมดุลของฮอร์โมนพืช: ฮอร์โมนในกลุ่มออกซิน (Auxins) และไซโตไคนิน (Cytokinins) ที่ควบคุมการแบ่งเซลล์และการขยายขนาดของเนื้อเยื่อเกิดความไม่สมดุลเฉพาะจุด ทำให้เนื้อเยื่อภายในเจริญเติบโตผิดไปจากแผนผังพันธุกรรมปกติ
3. การเจริญผิดที่ของผนังรังไข่ชั้นใน (Endocarp Outgrowth)
ลักษณะปุ่มปมคล้ายหนามที่เรียงรายอยู่ภายในพู (เห็นได้ชัดในภาพ 20260628_092351.jpg และ 20260628_092352.jpg) คือการที่ผนังรังไข่ชั้นใน (Endocarp) หรือเนื้อเยื่อบริเวณแกนพู ถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโตยื่นออกมาเป็นหนามเลียนแบบเปลือกนอก แทนที่จะพัฒนาเป็นออวุล (Ovule) เมล็ด หรือเนื้อทุเรียน (Aril) ที่สมบูรณ์
มุมมองของนักพฤกษศาสตร์ได้วิเคราะห์ทางพฤกษศาสตร์มองว่าเป็นการพัฒนาผิดตำแหน่ง (Ectopic development) ของเนื้อเยื่อผนังผล และกระบวนการ Organ duplication ถือเป็นการอธิบายกลไกในระดับยีนและเนื้อเยื่อที่ตรงจุดมาก
ถ้าเราขยายความตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นใน 2 ประเด็นหลัก
1. การแสดงออกผิดที่ของยีนควบคุมการพัฒนาผล (Homeotic Mutant / ABC Model)
ในพืชจะมีกลุ่มยีนที่ทำหน้าที่กำหนดอัตลักษณ์ของอวัยวะดอกและผล (เช่น ยีนในกลุ่ม MADS-box) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนพิมพ์เขียวว่าจุดไหนควรโตไปเป็นเกสร คาร์เพล หรือผนังผล
การที่เกิดหนามทุเรียนขึ้นด้านในโพรงคาร์เพล เกิดจากการที่ยีนซึ่งปกติจะกระตุ้นการสร้างหนามที่ผนังผลชั้นนอก (Exocarp) เกิดการแสดงออกผิดที่ (Ectopic expression) เข้ามาเปิดการทำงานในเนื้อเยื่อผนังผลชั้นใน (Endocarp) หรือบริเวณแกนร่วมแทน
ส่งผลให้เซลล์บริเวณนั้นเข้าใจผิดว่าตัวเองอยู่ด้านนอก จึงพัฒนาโครงสร้างไปเป็นหนามและผนังผลจำลอง เกิดเป็นอวัยวะซ้ำซ้อนซ่อนอยู่ข้างในอย่างที่เห็นในภาพ
2. ความผิดปกติในระยะเริ่มสร้างคาร์เพล (Carpel Margin / Meristematic Activity)
อย่างที่กล่าวถึงการแบ่งตัวผิดปกติในระยะเริ่มสร้างผล ในช่วงที่ขอบคาร์เพล (Carpel margins) กำลังม้วนตัวเข้ามาเชื่อมกันเพื่อพัฒนาเป็นห้องรังไข่ หากเกิดกลุ่มเซลล์เจริญที่แบ่งตัวไวเกินไป (Hyperactive meristematic cells) แทรกอยู่ตรงกลาง กลุ่มเซลล์นี้จะไม่ยอมพัฒนาไปเป็นออวุลหรือแกนกลางตามปกติ แต่จะแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มสร้าง "ผลย่อย" ซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งภายในโพรงเดิม
การวิเคราะห์ของนักพฤกษศาสตร์ช่วยให้เห็นภาพว่า ปรากฏการณ์ "ทุเรียนซ้อน" นี้ไม่ใช่แค่ความบังเอิญทางกายภาพภายนอก แต่เป็นผลมาจาก ความรวนของระบบสลับสวิตช์ในระดับพันธุกรรม (Genetic Switching) และพัฒนาการของเนื้อเยื่อเจริญ ที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดในดอกนั้นๆ เป็นเคสที่น่าสนใจในแง่กายวิภาคศาสตร์พืช (Plant Anatomy)
สรุป: ปรากฏการณ์ทุเรียนซ้อนเป็น ความผิดปกติทางสรีรวิทยาเฉพาะผล (Physiological Disorder) นานๆ ครั้งจะพบสักหนหนึ่ง ไม่ใช่โรคระบาด ไม่ใช่การกลายพันธุ์ถาวร และไม่ใช่ผลจากการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) แต่อย่างใดครับ
cr. ข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อนิษฐาน ศรีนวล กรรมการวิชาการ สมาคมพฤกษศาสตร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ อาจารย์ประจำสาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ประสานมิตร)
ขอบคุณ สมาคมพฤกษศาสตร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ Botanical Society of Thailand
