- 03 ก.ค. 2569
เปิด 10 ประโยชน์ของฟักทอง ในทางโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร ฟักทองคือหนึ่งใน Superfood ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายแบบรอบด้าน
เปิด 10 ประโยชน์ของฟักทอง อัดแน่นคุณค่ารอบด้านจนคุณต้องรีบไปหาซื้อมากิน "ฟักทอง" (Pumpkin) ไม่ใช่แค่พืชผักสีเหลืองหน้าตาธรรมดาๆ ที่เอามาทำแกงบวชหรือผัดไข่ แต่ในทางโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร ฟักทองคือหนึ่งใน Superfood ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายแบบรอบด้าน
10 ประโยชน์เด่นของฟักทอง ดีต่อร่างกายอย่างไร?
1. บำรุงสายตาและลดความเสี่ยงต้อกระจก
ฟักทองมีสาร เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) สูงมาก ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ นอกจากนี้ยังมี ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า และลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
การทานฟักทองช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี รวมถึงเหล็กและโฟเลตในปริมาณสูง สารอาหารเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงและหายป่วยได้ไวขึ้น
3. ช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้อิ่มนาน
ฟักทองเป็นมิตรกับคนที่กำลังไดเอท เพราะมี แคลอรีต่ำมาก (ฟักทองนึ่ง 100 กรัม ให้พลังงานเพียง ~26 แคลอรี) แต่มี ไฟเบอร์ (กากใยอาหาร) สูง ทำให้อาหารย่อยช้าลง รู้สึกอิ่มนานขึ้น และลดความอยากอาหารระหว่างวันได้ดี
4. บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สู้แสงแดด
สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มแคโรทีนอยด์ในฟักทอง ทำหน้าที่เหมือน "ครีมกันแดดตามธรรมชาติ" จากภายใน ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลายด้วยรังสี UV และวิตามินซียังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณยืดหยุ่นและดูอ่อนเยาว์
5. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เซลล์มะเร็งมักเติบโตจากการที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ซึ่งฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่าผู้ที่ทานอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนและแคโรทีนอยด์สูง มีอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดต่ำกว่า เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้
6. ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ฟักทองมีส่วนผสมของ โพแทสเซียม, วิตามินซี และไฟเบอร์ ซึ่งสามสิ่งนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
7. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
ด้วยปริมาณน้ำและกากใยอาหารที่สูงในเนื้อฟักทอง ทำให้อุจจาระนิ่มลง ขับถ่ายง่าย ลดปัญหาอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียดีในลำไส้
8. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ทานแต่พอดี)
แม้ฟักทองจะมีรสหวานธรรมชาติและมีแป้ง แต่มีค่า Glycemic Load (ค่าภาระน้ำตาล) ต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า สารโพลีแซคคาไรด์ในฟักทองอาจช่วยให้ร่างกายจัดการกับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานควรทานในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน 1 ทัพพีต่อมื้อ) และเลี่ยงการปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือกะทิ
9. เมล็ดฟักทองช่วยบำรุงระบบประสาทและทำให้นอนหลับดี
อย่าทิ้งเมล็ด! เมล็ดฟักทองอัดแน่นด้วย แมกนีเซียมและซิงค์ (สังกะสี) สูงมาก ซึ่งช่วยลดความเครียด บำรุงสมอง และยังมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ร่างกายจะนำไปสร้างสารเซโรโทนินและเมลาโทนิน ทำให้นอนหลับสบายและมีคุณภาพขึ้น
10. ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
ฟักทองมีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วยหอม (ในปริมาณที่เท่ากัน) การทานฟักทองหลังการออกกำลังกายจะช่วยชดเชยสารอิเล็กโทรไลต์ที่สูญเสียไปกับเหงื่อ ช่วยป้องกันการเกิดตะคริว และช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น
ข้อควรระวัง
แม้ฟักทองจะมีประโยชน์มาก แต่หากทานติดต่อกันในปริมาณที่มากเกินไปเป็นเวลานาน สารเบต้าแคโรทีนอาจเข้าไปสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดภาวะ ผิวเหลือง (Carotenemia) โดยจะเห็นชัดที่ฝ่ามือฝ่าเท้า แต่ภาวะนี้ไม่อันตรายครับ เพียงแค่ลดการทานลง สีผิวก็จะกลับมาเป็นปกติเอง
