เปิด 10 ประโยชน์ของฟักทอง อัดแน่นคุณค่ารอบด้านจนคุณต้องรีบไปหาซื้อมากิน

เปิด 10 ประโยชน์ของฟักทอง ในทางโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร ฟักทองคือหนึ่งใน Superfood ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายแบบรอบด้าน

เปิด 10 ประโยชน์ของฟักทอง อัดแน่นคุณค่ารอบด้านจนคุณต้องรีบไปหาซื้อมากิน "ฟักทอง" (Pumpkin) ไม่ใช่แค่พืชผักสีเหลืองหน้าตาธรรมดาๆ ที่เอามาทำแกงบวชหรือผัดไข่ แต่ในทางโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร ฟักทองคือหนึ่งใน Superfood ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายแบบรอบด้าน

 

10 ประโยชน์ของฟักทอง อัดแน่นคุณค่ารอบด้านจนคุณต้องรีบไปหาซื้อมากิน

10 ประโยชน์เด่นของฟักทอง ดีต่อร่างกายอย่างไร?

1. บำรุงสายตาและลดความเสี่ยงต้อกระจก
ฟักทองมีสาร เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) สูงมาก ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ นอกจากนี้ยังมี ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า และลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ

2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
การทานฟักทองช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี รวมถึงเหล็กและโฟเลตในปริมาณสูง สารอาหารเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงและหายป่วยได้ไวขึ้น

3. ช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้อิ่มนาน
ฟักทองเป็นมิตรกับคนที่กำลังไดเอท เพราะมี แคลอรีต่ำมาก (ฟักทองนึ่ง 100 กรัม ให้พลังงานเพียง ~26 แคลอรี) แต่มี ไฟเบอร์ (กากใยอาหาร) สูง ทำให้อาหารย่อยช้าลง รู้สึกอิ่มนานขึ้น และลดความอยากอาหารระหว่างวันได้ดี

 

10 ประโยชน์ของฟักทอง อัดแน่นคุณค่ารอบด้านจนคุณต้องรีบไปหาซื้อมากิน

4. บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สู้แสงแดด
สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มแคโรทีนอยด์ในฟักทอง ทำหน้าที่เหมือน "ครีมกันแดดตามธรรมชาติ" จากภายใน ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลายด้วยรังสี UV และวิตามินซียังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณยืดหยุ่นและดูอ่อนเยาว์

5. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เซลล์มะเร็งมักเติบโตจากการที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ซึ่งฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่าผู้ที่ทานอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนและแคโรทีนอยด์สูง มีอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดต่ำกว่า เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้

6. ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ฟักทองมีส่วนผสมของ โพแทสเซียม, วิตามินซี และไฟเบอร์ ซึ่งสามสิ่งนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

7. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
ด้วยปริมาณน้ำและกากใยอาหารที่สูงในเนื้อฟักทอง ทำให้อุจจาระนิ่มลง ขับถ่ายง่าย ลดปัญหาอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียดีในลำไส้

8. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ทานแต่พอดี)
แม้ฟักทองจะมีรสหวานธรรมชาติและมีแป้ง แต่มีค่า Glycemic Load (ค่าภาระน้ำตาล) ต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า สารโพลีแซคคาไรด์ในฟักทองอาจช่วยให้ร่างกายจัดการกับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานควรทานในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน 1 ทัพพีต่อมื้อ) และเลี่ยงการปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือกะทิ
 

9. เมล็ดฟักทองช่วยบำรุงระบบประสาทและทำให้นอนหลับดี
อย่าทิ้งเมล็ด! เมล็ดฟักทองอัดแน่นด้วย แมกนีเซียมและซิงค์ (สังกะสี) สูงมาก ซึ่งช่วยลดความเครียด บำรุงสมอง และยังมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ร่างกายจะนำไปสร้างสารเซโรโทนินและเมลาโทนิน ทำให้นอนหลับสบายและมีคุณภาพขึ้น

10. ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
ฟักทองมีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วยหอม (ในปริมาณที่เท่ากัน) การทานฟักทองหลังการออกกำลังกายจะช่วยชดเชยสารอิเล็กโทรไลต์ที่สูญเสียไปกับเหงื่อ ช่วยป้องกันการเกิดตะคริว และช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

ข้อควรระวัง 

แม้ฟักทองจะมีประโยชน์มาก แต่หากทานติดต่อกันในปริมาณที่มากเกินไปเป็นเวลานาน สารเบต้าแคโรทีนอาจเข้าไปสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดภาวะ ผิวเหลือง (Carotenemia) โดยจะเห็นชัดที่ฝ่ามือฝ่าเท้า แต่ภาวะนี้ไม่อันตรายครับ เพียงแค่ลดการทานลง สีผิวก็จะกลับมาเป็นปกติเอง