- 15 ก.ค. 2569
ผิดคาดกันหมด เปิดเผยผลตรวจสอบเบื้องต้นต้นเหตุเพลิงไหม้ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" ถึงว่า ลูกค้าหลายคนบอกแสบจมูก
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยผลตรวจสอบเบื้องต้นเหตุเพลิงไหม้ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" พบโฟมฉนวนกันความร้อนที่ฉีดพ่นเหนือฝ้าเพดานอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมของก๊าซเชื้อเพลิงและลุกลามอย่างรวดเร็ว พร้อมเตรียมส่งตัวอย่างวัสดุเข้าตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันว่ามีการผสมสารหน่วงไฟตามมาตรฐานหรือไม่
นางสาวบุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ภายใต้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บหลักฐานเพิ่มเติมภายในจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พร้อมเปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มลงพื้นที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทีมวิศวกรตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงมีก๊าซเชื้อเพลิงสะสมอยู่ภายในอาคารในปริมาณมาก และเป็นสาเหตุให้เพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าวัสดุตกแต่งบริเวณฝ้าเพดานมีปริมาณไม่มากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่เมื่อตรวจสอบโครงสร้างเหนือฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็ก กลับพบว่ามีการฉีดพ่นโฟมฉนวนกันความร้อนหนาประมาณ 3 นิ้ว ปกคลุมเกือบทั้งหมดของพื้นที่ และพบร่องรอยการถูกเพลิงไหม้ตั้งแต่การเข้าตรวจสอบครั้งแรก
ต่อมา ทีมกองพิสูจน์หลักฐานร่วมกับสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เปิดฝ้าเพดานเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม พบหลักฐานบ่งชี้ว่าเกิดแรงดันสะสมจากด้านล่างจนทำให้ฝ้าเพดานแตกออก อีกทั้งยังพบลักษณะการลุกไหม้ภายในที่สอดคล้องกับการเกิดแรงดันสูงจากก๊าซเชื้อเพลิง
นางสาวบุษกรอธิบายว่า ภายในพื้นที่เหนือฝ้าเพดานมีการฉีดพ่นโฟมเพื่อใช้เป็นฉนวนกันความร้อน โดยจุดที่เกิดความเสียหายรุนแรงที่สุดคือบริเวณหน้าเวที ซึ่งจากการตรวจสอบภาพวิดีโอในช่วงเกิดเหตุ พบว่ามีกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมา ควันที่เห็นนั้นเป็นไอก๊าซเชื้อเพลิง ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตหลายรายที่ระบุว่าได้กลิ่นฉุนจนแสบจมูก
เมื่อเกิดการอพยพและมีการเปิดประตูด้านหลัง อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่อาคาร ทำให้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ได้รับออกซิเจน ก่อนเกิดการลุกไหม้อย่างรุนแรงและเปลวไฟพุ่งออกมาตามช่องต่าง ๆ ของฝ้าเพดานและบริเวณที่มีการเจาะโฟม
สำหรับคุณสมบัติของโฟมที่ใช้ภายในอาคาร ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นวัสดุที่มีการเติมสารหน่วงไฟหรือไม่ จำเป็นต้องส่งตัวอย่างเข้าตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ โดยจากการสำรวจพบว่า โฟมบริเวณทั่วไปมีความหนาประมาณ 3 นิ้ว ส่วนบริเวณเหนือเวทีและบาร์น้ำมีลักษณะการเคลือบแตกต่างจากพื้นที่อื่น โดยพบว่าด้านบนของโฟมถูกเผาไหม้จนเหลือเพียงคราบเขม่า ขณะที่เนื้อโฟมบางส่วนยังคงหลงเหลืออยู่
ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย ระบุว่า แม้โฟมที่มีการเติมสารหน่วงไฟจะช่วยชะลอการลุกติดไฟได้ในช่วงอุณหภูมิที่กำหนด แต่หากเกิดเพลิงไหม้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่ามาตรฐาน โฟมก็ยังสามารถติดไฟและกลายเป็นเชื้อเพลิงได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังเตือนว่า ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อน การใช้โฟมฉีดพ่นเป็นฉนวนกันความร้อนจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยควรเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติไม่ลามไฟหรือจุดติดไฟได้ยาก พร้อมตรวจสอบระบบไฟฟ้าควบคู่กัน เพราะหากพื้นที่เหนือฝ้าเพดานเป็นพื้นที่ปิด ไม่มีการระบายความร้อน อาจทำให้ความร้อนสะสมและเร่งการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า จนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้
นางสาวบุษกรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการจำลองสถานการณ์พบว่า หากอาคารมีเพดานต่ำ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ความร้อนจะสะสมและแผ่ลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ทำให้ไฟลุกลามเร็วขึ้น ขณะเดียวกันชั้นควันจะลดระดับลงมาอยู่ในระดับการหายใจ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ที่อยู่ภายในอาคาร
จึงเสนอว่า อาคารที่มีการสะสมของเชื้อเพลิงจำนวนมากควรติดตั้งระบบระบายควันตามมาตรฐาน ทั้งการระบายควันตามธรรมชาติและระบบพัดลมระบายควัน เพื่อช่วยลดการสะสมของควันและความร้อน เพิ่มโอกาสในการอพยพ และช่วยลดอุณหภูมิของโครงสร้างอาคารในระหว่างเกิดเหตุ
ส่วนในด้านกฎหมาย นางสาวบุษกรเห็นว่า ไม่ควรจำกัดมาตรการด้านความปลอดภัยเฉพาะอาคารที่จดทะเบียนเป็นสถานบริการเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมอาคารทุกประเภทที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายกันและมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก โดยกำหนดให้ใช้วัสดุและระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยในอนาคต
