เตือนคนขายรถ! "โอนลอย" ทำหลุดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69

ยืนยันขายรถไปนานแล้ว แต่ทำไมถึงหลุดสิทธิ์สวัสดิการรัฐ? เผยสาเหตุยอดอุทธรณ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 พุ่งสูงถึง 2.9 ล้านราย โดยกว่า 40%

ตกเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569! เพราะพิษ "โอนลอยรถ"

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสงสัยให้กับประชาชนจำนวนมาก หลังการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อพบว่าผู้ลงทะเบียนหลายราย "ไม่ผ่านการพิจารณา" เนื่องจากระบบตรวจพบว่าผู้ลงทะเบียนยังมีกรรมสิทธิ์ถือครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ทั้งที่ยืนยันว่าได้ขายรถคันดังกล่าวไปเป็นเวลานานหลายปีแล้ว

จากการตรวจสอบพบว่า สาเหตุหลักเกิดจากการ "โอนลอย" ซึ่งเป็นกรรมวิธีการซื้อขายรถยอดนิยม แต่หากดำเนินการไม่สมบูรณ์ จะทำให้ชื่อของเจ้าของเดิมยังคงถูกบันทึกอยู่ในฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สินในการรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

เตือนคนขายรถ! "โอนลอย" ทำหลุดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69

"โอนลอยรถ" คืออะไร? ทำไมชื่อถึงยังค้างในระบบ

การโอนลอย คือ การที่เจ้าของรถ (ผู้ขาย) เซ็นลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอน พร้อมมอบเอกสารสำคัญ เช่น เล่มทะเบียนรถ สำเนาบัตรประชาชน และใบมอบอำนาจ ให้แก่ผู้ซื้อไปดำเนินการแจ้งเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่สำนักงานขนส่งด้วยตนเองในภายหลัง

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ: หากผู้ซื้อนำรถไปใช้งานหรือขายต่อโดย ไม่ยอมไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จสิ้น ในทางกฎหมายและในฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ผู้ขายจะยังคงมีสถานะเป็น "เจ้าของรถ" ทุกประการ
 

เปิด 5 ความเสี่ยงอันตรายของการ "โอนลอยรถ"

การโอนลอยไม่เพียงแต่ทำให้หลุดสิทธิ์ในโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมายและภาระค่าใช้จ่ายอีกหลายประการ ได้แก่:

เสียสิทธิ์มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ: ระบบจะคำนวณว่าคุณมีทรัพย์สินเกินเกณฑ์ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่อ้างอิงฐานข้อมูลราชการ

ใบสั่งจราจรส่งตรงถึงบ้าน: หากผู้ซื้อนำรถไปฝ่าฝืนกฎจราจร ฝ่าไฟแดง หรือขับรถเร็วเกินกำหนด ใบสั่งพร้อมค่าปรับจะถูกส่งมายังเจ้าของเดิมตามที่ระบุในเล่มทะเบียน

ภาระค้างชำระภาษีรถยนต์ประจำปี: หากผู้ซื้อไม่เสียภาษีประจำปี ระบบจะบันทึกว่าเจ้าของเดิมมีหนี้สินค้างชำระค่าภาษีและค่าปรับ

เสี่ยงติดร่างแหคดีอาญา: หากรถถูกนำไปใช้ก่อเหตุผิดกฎหมาย ขนส่งสิ่งของผิดกฎหมาย หรือเกิดอุบัติเหตุแล้วชนแล้วหนี ตำรวจจะเรียกตัว "เจ้าของรถตามทะเบียน" มาสอบสวนเป็นลำดับแรก

เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา: เจ้าของเดิมต้องเสียเวลาติดตามหาตัวผู้ซื้อ รวบรวมหลักฐาน สัญญาซื้อขาย เพื่อนำไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจกับหน่วยงานราชการ
เตือนคนขายรถ! "โอนลอย" ทำหลุดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69

วิธีเช็กสถานะ และแนวทางแก้ไขหากไม่ผ่านสิทธิ์

1. วิธีเช็กว่ารถยังเป็นชื่อเราหรือไม่

หากเคยขายรถแบบโอนลอยและไม่แน่ใจว่าผู้ซื้อดำเนินการเรียบร้อยแล้วหรือยัง สามารถนำเอกสารประจำตัวไปติดต่อสอบถามสถานะกรรมสิทธิ์ได้ที่ สำนักงานขนส่ง ที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้

2. ยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างไร?

หากไม่ผ่านสิทธิ์เนื่องจากมีกรรมสิทธิ์รถที่ขายไปแล้ว สามารถยื่นอุทธรณ์ผลการพิจารณาได้ตามขั้นตอนดังนี้:

ช่องทางยื่นอุทธรณ์: ทำรายการผ่านเว็บไซต์โครงการฯ, แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ", แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" หรือเดินทางไปยื่น ณ หน่วยรับลงทะเบียนตามวันและเวลาที่กำหนด

เตรียมหลักฐานประกอบ: เตรียมสัญญาซื้อขาย หลักฐานการรับเงิน สำเนาเอกสารโอนลอย หรือใบแจ้งความ/เอกสารยืนยันจากกรมการขนส่งทางบก (หากหน่วยงานร้องขอเพิ่มเติม) เพื่อใช้ยืนยันว่าได้จำหน่ายรถออกไปแล้วจริง

สรุป: ขายรถอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เสียสิทธิ์ในอนาคต

เพื่อป้องกันปัญหาเรื้อรังในระยะยาว ทางเลือกที่ดีที่สุดในการขายรถคือ การเดินทางไปทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานขนส่งพร้อมกับผู้ซื้อให้เสร็จสิ้นทันที แต่หากจำเป็นต้องโอนลอย ควรถ่ายสำเนาเอกสารทุกฉบับ พร้อมทำ "สัญญาซื้อขาย" ที่ระบุวันที่และเวลาส่งมอบรถอย่างชัดเจนเก็บไว้เป็นหลักฐาน และควรติดตามผลการโอนกรรมสิทธิ์กับผู้ซื้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้การขายรถในวันนั้น กลับมาตัดโอกาสและสิทธิประโยชน์ของคุณในวันนี้

แหล่งที่มาอ้างอิง

ข้อมูลมาตรการภาครัฐ: เกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

ระเบียบปฏิบัติและกฎหมาย: ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ยานพาหนะและทะเบียนรถ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม