- 23 ก.ค. 2569
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบเมียโหด รวมหัวกับชู้เอาชีวิตผัว ก่อนหนีคดีลอยนวลนาน 19 ปี ซุกตัวอยู่ในรถสิบล้อ หนีเวรกรรมไม่พ้น
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย รรท.ผกก.6 บก.ป., พ.ต.ท.สมบัติ มีมงคล, พ.ต.ท.วชิระ ศุภพิสิฐกุล, พ.ต.ท.ทินกร มณีรัตน์, พ.ต.ท.กิติภูมิ ศรีแผ้ว และ พ.ต.ท.นรบดี ดวงจิตต์ รอง ผกก.6 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.จอมพฤทธิ์ แก้วเรือง สว.กก.6 บก.ป. พร้อมด้วย ร.ต.อ.สหรัฐ วิชัยดิษฐ รอง สว.กก.6 บก.ป.
ร่วมกันจับกุม นางประไพพัฒน์ฯ อายุ 50 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดตรัง ที่ 648/2550 ลงวันที่ 13 ก.ย. 2550 กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น”
สถานที่จับกุม หน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ย่านรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.
พฤติการณ์ ก่อนเกิดเหตุ นายเกษตรฯ ผู้เสียหาย ทราบว่า นางประไพพัฒน์ฯ ภรรยาของตน ลักลอบคบหากับนายจรูญฯ ในลักษณะชู้สาว จึงเข้าไปต่อว่านายจรูญฯ กระทั่งเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง แต่ยังไม่มีการลงมือทำร้ายร่างกายกัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2550 นายจรูญฯ และนางประไพพัฒน์ฯ ได้ร่วมกันวางแผนโทรศัพท์นัดหมายนายเกษตรฯ ไปรับประทานข้าวต้ม เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนายเกษตรฯ ขับขี่รถจักรยานยนต์ มีนางประไพพัฒน์ฯ ซ้อนท้าย ส่วนนายจรูญฯ ขับขี่รถจักรยานยนต์เดินทางไปเพียงลำพัง ระหว่างทางทั้งสองฝ่ายได้พบกันและเกิดการโต้เถียงกันขึ้นอีกครั้ง นายจรูญฯ เกิดความโมโห จึงใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของนายเกษตรฯ จนเสียหลักล้มลง ก่อนใช้อาวุธมีดแทงและปาดบริเวณลำคอ โดยมีนางประไพพัฒน์ฯ ช่วยจับมัดร่างกายนายเกษตรฯ เพื่อให้นายจรูญฯ ลงมือได้สะดวก เมื่อทั้งสองเข้าใจว่านายเกษตรฯ ถึงแก่ความตายแล้ว จึงพากันหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองตรุด เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่านายเกษตรฯ ยังคงมีสัญญาณชีพ จึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล กระทั่งพ้นขีดอันตรายและสามารถให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จนนำไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับนายจรูญฯ และนางประไพพัฒน์ฯ ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายจรูญฯ ได้ และถูกดำเนินคดีจนคดีถึงที่สุด โดยได้รับโทษจำคุกและพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว ส่วนนางประไพพัฒน์ฯ ยังคงหลบหนีการจับกุม โดยมักย้ายไปพักอาศัยและทำงานตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เมื่อทราบหรือระแวงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนใกล้ถึงตัว ก็จะเปลี่ยนสถานที่หลบซ่อน ทำให้สามารถหลบหนีการจับกุมมาได้เป็นเวลานานกว่า 19 ปี
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป. สืบสวนทราบว่า นางประไพพัฒน์ฯ หลบหนีมาทำงานอยู่ภายในบริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง บริเวณย่านรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยไม่มีบ้านพักอาศัยเป็นหลักแหล่ง แต่ใช้ชีวิตประจำวันและพักอาศัยอยู่ภายในรถบรรทุกสิบล้อของบริษัท ซึ่งสามีคนปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานขับรถอยู่ ทำให้ยากต่อการติดตามจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนเข้าตรวจสอบและเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว จนพบนางประไพพัฒน์ฯ และสามารถจับกุมตัวไว้ได้ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองตรุด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า ตนเพียงอยู่ในเหตุการณ์ซึ่งนั่งรถคันเดียวกับผู้บาดเจ็บ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงมือกระทำผิดดังกล่าว
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนทุกท่าน การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง นอกจากจะไม่ช่วยยุติปัญหาแล้ว ยังนำมาซึ่งความสูญเสียและโทษทางอาญาที่ร้ายแรง หากมีเรื่องบาดหมางหรือข้อพิพาท ควรใช้สติ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และหาทางออกด้วยสันติวิธี หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายจนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ต.จอมพฤทธิ์ แก้วเรือง สว.กก.6 บก.ป. โทร. 064-9455656
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
