พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เผยรู้กลุ่มและตัวผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้แล้ว เร่งรวบรวมหลักฐาน เตรียมออกหมายจับภายใน 1-2 วัน

23 ก.ค.69 พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการปฏิบัติงานกับฝ่ายทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งการสืบสวน การตรวจสอบหลักฐานทางเทคนิค และการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ

 

ภายหลังนายกรัฐมนตรีกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี โดยเฉพาะเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และหน่วยสืบสวนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสานการทำงานกับฝ่ายทหารอย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลการสืบสวนขณะนี้ เจ้าหน้าที่พอทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับ คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาบางส่วนได้ จากนั้นจะเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครอบคลุมมากขึ้น

รู้แล้วใคร กลุ่มก่อความไม่สงบพื้นที่ชายแดนใต้ จ่อหมายจับใน 2 วัน

สำหรับเหตุยิงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอระแงะ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่า เจ้าหน้าที่น่าจะทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังเร่งรัดกระบวนการขอศาลออกหมายจับ ส่วนเหตุคาร์บอมบ์บริเวณสถานีตำรวจเก่าที่ตันหยงมัส มีความคืบหน้าชัดเจนเช่นกัน โดยเฉพาะการตรวจสอบรถยนต์ที่ถูกนำมาใช้ก่อเหตุ ซึ่งคาดว่าคดีนี้อาจสามารถออกหมายจับได้ก่อน

รู้แล้วใคร กลุ่มก่อความไม่สงบพื้นที่ชายแดนใต้ จ่อหมายจับใน 2 วัน

ส่วนกรณีล่าสุดที่มีการยิงหัวหน้าคนงานรถแบ็กโฮในพื้นที่อำเภอศรีสาคร รวมถึงเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันนั้น พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า หากเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นมักเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งแต่ละเหตุอาจมีความสัมพันธ์กัน แม้จะแยกกันวางแผนและลงมือในคนละจังหวัด
 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานของแต่ละคดีให้ชัดเจน โดยเฉพาะเหตุยิงและเหตุที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ ก่อนจะสรุปอย่างเป็นทางการว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน หรือได้รับคำสั่งจากเครือข่ายเดียวกันหรือไม่

รู้แล้วใคร กลุ่มก่อความไม่สงบพื้นที่ชายแดนใต้ จ่อหมายจับใน 2 วัน

เมื่อถามถึงเหตุโจมตีในพื้นที่อำเภอระแงะ ซึ่งมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุเดินทางมาเป็นกลุ่มและสามารถเข้าถึงตัวผู้เสียชีวิตได้ พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า ต้องตรวจสอบยุทธวิธีและแผนการตั้งจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างละเอียด ว่ามีการกำหนดกำลังและขั้นตอนป้องกันไว้อย่างไร รวมถึงมีองค์ประกอบด้านการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และการติดตามสกัดกั้นครบถ้วนหรือไม่

โดยหลักการตั้งจุดตรวจของตำรวจทั่วไป จะไม่ได้มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ประจำด่านที่ประชาชนมองเห็นเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หลายส่วน ตั้งแต่ชุดหาข่าวและแจ้งเตือนก่อนถึงด่าน ชุดเฝ้าระวัง ชุดประจำจุดตรวจ ตลอดจนชุดติดตามและสกัดจับ รวมประมาณ 5 ส่วน ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จุดตรวจที่เกิดเหตุมีการจัดวางกำลังตามองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ จึงต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

ส่วนข้อสังเกตกรณีคาร์บอมบ์บริเวณสถานีตำรวจเก่าที่ตันหยงมัส ซึ่งมีภาพคล้ายเจ้าหน้าที่ประจำจุดรักษาการณ์อาจเผลอหลับนั้น พลตำรวจเอกสำราญยืนยันว่า ไม่ควรด่วนสรุปว่าเจ้าหน้าที่หลับยาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณทางโค้งและวงเวียน ซึ่งคนขับรถสามารถตัดสินใจได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีว่าจะขับไปตามเส้นทางปกติ หรือพุ่งฝ่าแผงกั้นเข้ามา


จากภาพที่ปรากฏ เจ้าหน้าที่ยังสามารถกระโดดหลบรถได้ทัน จึงสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่มองเห็นความผิดปกติ แต่อาจมีเวลาในการตัดสินใจและตอบโต้จำกัด 

อย่างไรก็ตาม จะต้องนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาทบทวนแผนรักษาความปลอดภัยและมาตรการป้องกันเหตุ โดยได้กำชับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ให้ตรวจสอบอย่างรอบด้านแล้ว

พลตำรวจเอกสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า การเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องมีหลายปัจจัยร่วมกัน แม้ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แต่เมื่อยังเกิดเหตุขึ้น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องนำแผนปฏิบัติทั้งหมดกลับมาทบทวน ตั้งแต่บุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ ขีดความสามารถ ไปจนถึงขั้นตอนการส่งต่อแผนจากผู้บังคับบัญชาไปสู่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ

หากพบข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็ต้องปรับปรุงแผนให้เหมาะสม แต่หากนำแผนไปปฏิบัติแล้วเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง หรือเกิดความผิดพลาดซ้ำหลายครั้ง ก็อาจจำเป็นต้องยกเลิกแผนเดิมและวางแผนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการก่อเหตุที่เปลี่ยนแปลงไป

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ำว่า การกล่าวถึงการทบทวนหรือยกเลิกแผน ไม่ได้มีนัยว่าจะเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ แต่เป็นหลักการทำงานด้านความมั่นคงตามปกติ เพราะทุกแผนต้องได้รับการประเมินหลังการปฏิบัติ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและนำไปปรับปรุงมาตรการป้องกันเหตุ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เรียกไปกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกระดับการเฝ้าระวัง เพิ่มการแจ้งเตือนและการหาข่าวในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของหน่วยปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ พร้อมเร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับและติดตามผู้ก่อเหตุทุกคดีมาดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด