- 24 ก.ค. 2569
รู้ตัวแล้วกลุ่มป่วนใต้ ถล่มจุดตรวจคร่า 5 ทหารพราน เตรียมออกหมายจับทั้ง 3 พื้นที่ใน 1-2 วัน พบประวัติก่อเหตุป่วนในหลายพื้นที่
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยเจ้าหน้าที่รู้ตัวกลุ่มและผู้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เตรียมขอศาลออกหมายจับภายใน 1-2 วัน พร้อมสั่งทบทวนแผนรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องหลายจุด
พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งด้านการสืบสวน การตรวจสอบพยานหลักฐานทางเทคนิค และการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ
ภายหลังนายกรัฐมนตรีกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี โดยเฉพาะเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และหน่วยสืบสวนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสานการทำงานกับฝ่ายทหารอย่างใกล้ชิด
จากข้อมูลการสืบสวนในขณะนี้ เจ้าหน้าที่พอทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลออกหมายจับ คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาบางส่วนได้ จากนั้นจะเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับเหตุยิงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอระแงะ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่า เจ้าหน้าที่น่าจะทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังเร่งรัดกระบวนการขอศาลออกหมายจับ ส่วนเหตุคาร์บอมบ์บริเวณสถานีตำรวจเก่าตันหยงมัส มีความคืบหน้าชัดเจนเช่นกัน โดยเฉพาะการตรวจสอบรถยนต์ที่ถูกนำมาใช้ก่อเหตุ ซึ่งคาดว่าคดีนี้อาจสามารถออกหมายจับได้ก่อน
ส่วนกรณีล่าสุดที่มีการยิงหัวหน้าคนงานรถแบ็กโฮในพื้นที่อำเภอศรีสาคร รวมถึงเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันนั้น พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า หากเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นมักเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งแต่ละเหตุอาจมีความสัมพันธ์กัน แม้จะแยกกันวางแผนและลงมือในคนละจังหวัด
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานของแต่ละคดีให้ชัดเจน โดยเฉพาะเหตุยิงและเหตุที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ ก่อนจะสรุปอย่างเป็นทางการว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน หรือได้รับคำสั่งจากเครือข่ายเดียวกันหรือไม่
เมื่อถามถึงเหตุโจมตีในพื้นที่อำเภอระแงะ ซึ่งมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุเดินทางมาเป็นกลุ่ม และสามารถเข้าถึงตัวผู้เสียชีวิตได้ พลตำรวจเอกสำราญกล่าวว่า ต้องตรวจสอบยุทธวิธีและแผนการตั้งจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างละเอียด ว่ามีการกำหนดกำลังและขั้นตอนป้องกันไว้อย่างไร รวมถึงมีองค์ประกอบด้านการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และการติดตามสกัดกั้นครบถ้วนหรือไม่
โดยหลักการตั้งจุดตรวจของตำรวจทั่วไป จะไม่ได้มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ประจำด่านที่ประชาชนมองเห็นเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หลายส่วน ตั้งแต่ชุดหาข่าวและแจ้งเตือนก่อนถึงด่าน ชุดเฝ้าระวัง ชุดประจำจุดตรวจ ตลอดจนชุดติดตามและสกัดจับ รวมประมาณ 5 ส่วน ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จุดตรวจที่เกิดเหตุมีการจัดวางกำลังตามองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ จึงต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ส่วนข้อสังเกตกรณีคาร์บอมบ์บริเวณสถานีตำรวจเก่าตันหยงมัส ซึ่งมีภาพคล้ายเจ้าหน้าที่ประจำจุดรักษาการณ์อาจเผลอหลับนั้น พลตำรวจเอกสำราญยืนยันว่า ไม่ควรด่วนสรุปว่าเจ้าหน้าที่หลับยาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณทางโค้งและวงเวียน ซึ่งคนขับรถสามารถตัดสินใจได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีว่าจะขับไปตามเส้นทางปกติ หรือพุ่งฝ่าแผงกั้นเข้ามา
จากภาพที่ปรากฏ เจ้าหน้าที่ยังสามารถกระโดดหลบรถได้ทัน จึงสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่มองเห็นความผิดปกติ แต่อาจมีเวลาในการตัดสินใจและตอบโต้ที่จำกัด
อย่างไรก็ตาม จะต้องนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาทบทวนแผนรักษาความปลอดภัยและมาตรการป้องกันเหตุ โดยได้กำชับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ให้ตรวจสอบอย่างรอบด้านแล้ว
พลตำรวจเอกสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า การเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องมีหลายปัจจัยร่วมกัน แม้ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แต่เมื่อยังเกิดเหตุขึ้น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องนำแผนปฏิบัติทั้งหมดกลับมาทบทวน ตั้งแต่บุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ ขีดความสามารถ ไปจนถึงขั้นตอนการถ่ายทอดแผนจากผู้บังคับบัญชาไปสู่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ
หากพบข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็ต้องปรับปรุงแผนให้เหมาะสม แต่หากนำแผนไปปฏิบัติแล้วเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง หรือเกิดความผิดพลาดซ้ำหลายครั้ง ก็อาจจำเป็นต้องยกเลิกแผนเดิมและวางแผนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการก่อเหตุที่เปลี่ยนแปลงไป
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ำว่า การกล่าวถึงการทบทวนหรือยกเลิกแผน ไม่ได้มีนัยว่าจะเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ แต่เป็นหลักการทำงานด้านความมั่นคงตามปกติ เพราะทุกแผนต้องได้รับการประเมินหลังการปฏิบัติ เพื่อค้นหาจุดอ่อนและนำไปปรับปรุงมาตรการป้องกันเหตุ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกระดับการเฝ้าระวัง เพิ่มการแจ้งเตือนและการหาข่าวในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของหน่วยปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับ และติดตามผู้ก่อเหตุทุกคดีมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
ด้านแหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงเปิดเผยว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงภายใต้การนำของ นายมะเซาฟี ตีโม และ นายอับดุลเล๊าะ มะแซ ซึ่งเป็นแกนนำระดับปฏิบัติการที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอระแงะ อำเภอจะแนะ อำเภอศรีสาคร และอำเภอรือเสาะ
ทั้งนี้ กลุ่มดังกล่าวมีพฤติการณ์ก่อเหตุรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง และมีประวัติเชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงสำคัญหลายคดี ประกอบด้วย วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เหตุกราดยิงใส่สถานีตำรวจ สภ.จะแนะ อำเภอจะแนะ, วันที่ 3 มกราคม 2565 เหตุยิงใส่ฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ 4513 อำเภอระแงะ และวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เหตุยึดสถานีอนามัยเป็นฐาน ก่อนบุกโจมตีฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) กาลิซา อำเภอระแงะ
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังปิดล้อมและปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายอย่างเข้มงวด เพื่อเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
