- 30 ก.ค. 2569
ชาวบ้านใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี สุดเอือมพฤติกรรมพระลูกวัด หลังพบมีอาการพูดคนเดียวคล้ายหลอนยา จนแม่ชี ญาติโยม และเจ้าอาวาสหวาดผวา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระพล รักเสมอวงศ์ แอดมินเพจ "บ้านดุงอัปเดต" ได้รับแจ้งจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านบ้านนาเจริญ หมู่ 13 ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ว่า มีพระลูกวัดรูปหนึ่งภายในวัด มีพฤติกรรมผิดปกติ พูดคนเดียวคล้ายผู้เสพยาเสพติด ส่งเสียงตลอดทั้งวัน จนสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านที่มาทำบุญ รวมถึงแม่ชีและเจ้าอาวาสก็ไม่กล้าออกจากกุฏิเพื่อไปบิณฑบาต
ชาวบ้านได้บันทึกคลิปวิดีโอพฤติกรรมของพระรูปดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ก่อนประสานนายวีระพลให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดุง เข้าตรวจสอบ เมื่อเดินทางไปถึงพบพระอนุชา อายุ 48 ปี ยังครองสมณเพศ นั่งอยู่บริเวณหน้ากุฏิ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและขอเข้าตรวจค้น
ระหว่างการสอบถาม เจ้าหน้าที่สอบถามถึงการเสพยาเสพติด พระอนุชามีท่าทีวกวน พูดจาวกไปวนมา พร้อมกล่าวพาดพิงว่ามีพระรูปอื่นเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเช่นกัน เมื่อขอตรวจปัสสาวะกลับพยายามบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่ายังไม่ปวดปัสสาวะ
ต่อมาเจ้าหน้าที่สอบถามว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่หรือไม่ พระอนุชามีท่าทีเงียบผิดสังเกต ก่อนแสดงอาการคล้ายจะใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใส่กุญแจมือเพื่อความปลอดภัย และเข้าตรวจค้นภายในกุฏิ
ผลการตรวจค้นพบยาบ้า 2 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในสมุด ประกอบด้วยยาบ้าสีแดงปั๊มอักษร WY จำนวน 1 เม็ด และยาบ้าสีเขียวอีก 1 เม็ด นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์สำหรับเสพยาเสพติดวางอยู่บริเวณหน้ากุฏิ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด
พระอนุชายอมรับว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตน โดยอ้างว่าซื้อมาในราคา 1,000 บาท และก่อนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นได้เสพยาบ้าไปแล้ว 1 เม็ด
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำพระอนุชาลาสิกขา ก่อนส่งตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุง ผลตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และ มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
หลังข่าวแพร่สะพัด ชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมาที่วัดเพื่อดูเหตุการณ์ พร้อมร่วมกันเรี่ยไรเงินมอบให้นายวีระพล เพื่อนำไปเป็นค่าเดินทางและช่วยเหลืออดีตพระอนุชาหลังลาสิกขา รวมถึงหวังให้เข้ารับการบำบัดรักษา ขณะที่ชาวบ้านต่างขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้นำชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ช่วยดำเนินการจนสามารถยุติปัญหาดังกล่าวได้ พร้อมฝากถึงอดีตพระว่า หากเป็นไปได้ไม่อยากให้กลับมาอยู่ในพื้นที่อีก เพราะเกรงว่าจะกลับมาก่อความเดือดร้อนซ้ำแก่ชุมชน
