เตือน "โรคเริมที่ปาก" อันตรายกว่าที่คิด อาจเกิดอีก 1 โรคร้าย ตามมา

นายแพทย์สมาธิ เผยผลวิจัยใหม่ ชี้โรคเริมที่ปากอาจเพิ่มความเสี่ยงอัลไซเมอร์เกือบ 2 เท่า พร้อมเผยยาต้านไวรัสอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมได้

"นายแพทย์สมาธิ" แพทย์ชื่อดังได้ออกมาโพสต์ข้อความเรื่อง โรคเริมที่ปาก โดยได้ระบุผ่านเฟซบุ๊ก นายแพทย์สมาธิ โดยมีใจความดังนี้

📌โรคเริมที่ปาก(HSV-1) อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม (Alzheimer’s disease) 

📌หลักฐานเชิงสถิติจาก Big Data (Epidemiological Research)
งานวิจัยระดับโลกหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 2025–2026 (เช่น การศึกษาขนาดใหญ่ในวารสาร BMJ Open ที่วิเคราะห์ประวัติสุขภาพของผู้ใหญ่กว่า 340,000 คน) ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันว่า:

1.📌ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า: ผู้ที่มีประวัติการวินิจฉัยหรือติดเชื้อไวรัสเริม HSV-1 (ไวรัสเริมที่ปาก) มีความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมสูงขึ้นประมาณ 80% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยมีประวัติ  
 ยิ่งอายุมาก ยิ่งเห็นผลชัด: ผลกระทบของไวรัสที่มีต่อความเสื่อมของระบบประสาทจะยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นตามอายุและการกระตุ้นซ้ำๆ ของเชื้อในร่างกาย

2. 📌การค้นพบกลไกในระดับยีน "Jumping Genes" (Cleveland Clinic)
ทีมนักวิจัยจาก Cleveland Clinic ได้ค้นพบหลักฐานระดับโมเลกุลที่อธิบายว่าไวรัสเข้าไปพังสมองได้อย่างไร:  
 เมื่ออายุมากขึ้นหรือภูมิคุ้มกันตก ไวรัสเริมจะตื่นตัว (Reactivate) และเข้าไปเปิดสวิตช์สารพันธุกรรมกลุ่มขยับได้ในสมองที่เรียกว่า "ยีนกระโดด" (Transposable Elements หรือ LINE1)  
 การเปิดสวิตช์นี้จะไปรบกวนกระบวนการทางพันธุกรรมตามปกติในสมอง ส่งผลให้เกิด การสะสมของโปรตีนทาว (Tau) และเกิดภาวะสมองอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเร่งให้เนื้อสมองเสื่อมสลาย  

3. 📌จุดเปลี่ยนสำคัญ: ยาต้านไวรัสอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ (Antiviral Protection)
นี่คือข้อค้นพบที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตื่นเต้นที่สุด เพราะมันหมายถึง "โอกาสในการป้องกัน"
 📌งานวิจัยหลายฉบับระบุว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเริมแต่ได้รับ ยาต้านไวรัส (เช่น Acyclovir หรือ Valacyclovir) เพื่อควบคุมอาการ จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ลดลงประมาณ 13% ถึง 17% เมื่อเทียบกับกลุ่มติดเชื้อเริมที่ไม่ได้รับยา  
 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า การกดไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวสามารถช่วยปกป้องสมองจากการอักเสบในระยะยาวได้
 📌📌 งานวิจัยในปัจจุบันสรุปตรงกันว่า "ไวรัสเริมไม่ใช่สาเหตุทางตรงเพียงหนึ่งเดียว (Not a sole cause) แต่ทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนหรือเร่งปฏิกิริยา (Trigger/Accelerator)" ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น พันธุกรรม (ยีน APOE-ε4) และอายุ
ความก้าวหน้าของงานวิจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าแนวทางการรักษาอัลไซเมอร์ในอนาคต จากเดิมที่มุ่งเน้นไปที่การกำจัดโปรตีนขยะในสมองเพียงอย่างเดียว ไปสู่ "การใช้ยาต้านไวรัสเริม หรือการพัฒนาวัคซีน" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ