- 04 ส.ค. 2569
ทัวร์ลงหนัก หนุ่มลาวตั้งชื่อช่อง "ฮลุน 2" หลังอ้างมีคนทักหน้าคล้าย จนเกิดดราม่าถูกวิจารณ์สนั่น ล่าสุดออกคลิปยกมือไหว้ขอโทษแล้ว
จากกระแสดราม่าบนโลกออนไลน์ระหว่างไทยและลาวกลายเป็นประเด็นร้อน หลังเจ้าของช่องชาวลาวรายหนึ่งตัดสินใจเปลี่ยนชื่อช่องเป็น "ฮลุน2" จนถูกชาวเน็ตจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม โดยล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาขอโทษ พร้อมยืนยันว่าจะเปลี่ยนชื่อช่องกลับเป็นชื่อเดิมทันทีที่ระบบของแพลตฟอร์มอนุญาต
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เพจ World Forum ข่าวสารต่างประเทศ เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หลังเจ้าของช่องโพสต์คลิปอธิบายว่า มีผู้คนจำนวนมากทักว่าหน้าตาของเขาคล้ายกับ "ฮลุน โซโล่" ครีเอเตอร์ผู้ล่วงลับ ทำให้ถูกจดจำและไม่กล้าออกจากบ้าน ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนชื่อช่องเป็น "ฮลุน2"
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวได้จุดกระแสถกเถียงอย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยชาวเน็ตมองว่า แม้หน้าตาจะคล้ายกัน แต่ควรให้เกียรติผู้เสียชีวิต และสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง มากกว่าการนำชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาใช้สร้างกระแส ขณะที่อีกส่วนเห็นว่า การตั้งชื่อดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากไม่มีเจตนาแอบอ้างหรือสร้างความเข้าใจผิด
ภายหลังเกิดกระแสดราม่า ยังพบว่าช่องดังกล่าวมียอดรับชมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีผู้เข้าชมเพียงหลักพันครั้ง พุ่งสูงกว่า 3.2 ล้านครั้ง
ต่อมา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เจ้าของช่องได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ ยกมือไหว้กล่าวขอโทษแฟนคลับของฮลุน พร้อมชี้แจงว่า หลังเปลี่ยนชื่อช่องเป็น "ฮลุน2" ระบบของแพลตฟอร์มกำหนดให้ต้องรอ 7 วัน จึงจะสามารถเปลี่ยนชื่อกลับได้ พร้อมยืนยันว่า ตนเป็นแฟนคลับและติดตามผลงานของฮลุนมาโดยตลอด ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่หรือแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ล่วงลับ
ขณะที่ความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ยังคงแบ่งออกเป็นหลายมุม อาทิ
- อาศัยชื่อเสียงคนอื่น เพื่อสร้างตัวตนให้ตัวเอง มันน่าภูมิใจมากนักเหรอ? ทำไมไม่ทำให้ดังด้วยความสามารถของตัวเอง
- ไม่กล้าออกจากบ้านเพราะหน้าเหมือน แต่กล้าเปลี่ยนชื่อช่อง จ้า
- เป็นตัวของตัวเองให้ดีที่สุด อย่าพยายามเป็นคนอื่น เพราะในโลกนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เหมือนฉัน ดังนั้นให้คุณมีคุณค่ามาก ๆ
- ชื่นชมได้ แต่อย่าถึงขนาดยกคนเป็นเทพเจ้าจนแตะไม่ได้
- อยากตั้งก็ตั้งไปเถอะ..ไม่น่าเสียหายอะไร
- ตอนแรกว่าจะร่วมตำหนิด้วย แต่เริ่มเอ๊ะ การเลียนแบบคนดังที่ตุยแล้วใช่ว่าจะไม่เคยมี เอาเป็นว่า..แล้วแต่สังคมแล้วกัน
