ครูอรสา เปิดใจครั้งแรก พูดทุกอย่างแล้ว ถึงเด็ก 14 ผู้ก่อเหตุ

ครูอรสา ครูภาษาไทย เปิดใจครั้งแรก พูดทุกอย่างถึงเด็ก 14 หลังถูกถามหาก่อนเกิดเหตุสะเทือนขวัญในโรงเรียนชื่อดัง

จากกรณีเด็กชายวัย 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียน จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางความสะเทือนใจของผู้ปกครอง นักเรียน และสังคม

ภายหลังเกิดเหตุ มีการเผยแพร่ข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนว่า ก่อนลงมือก่อเหตุ ผู้ก่อเหตุได้สอบถามหา “ครูอรสา” ครูภาษาไทย จนกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า ครูอรสาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างไร และเหตุใดผู้ก่อเหตุจึงถามหาครูคนดังกล่าว

ต่อมามีการเผยแพร่ภาพผลการเรียนวิชาภาษาไทยของผู้ก่อเหตุ ซึ่งปรากฏว่ามีผลการเรียนเป็น 0 ยิ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน

ล่าสุด Phutta Talk ได้ติดต่อพูดคุยกับครูอรสา โดยครูเปิดใจถึงผู้ก่อเหตุว่า เป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยพูดหรือแสดงออก ทำให้ที่ผ่านมาไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กที่ดูเงียบจะก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้

ครูอรสาเล่าว่า โดยปกติไม่ได้พูดคุยกับนักเรียนคนดังกล่าวมากนัก เนื่องจากเขาเป็นเด็กเงียบ การพูดคุยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีเรื่อง แก้งานหรืองานค้าง เท่านั้น ส่วนพฤติกรรมในด้านอื่น ๆ ครูไม่ทราบรายละเอียดมากนัก

 

ครูอรสา เปิดใจครั้งแรก พูดทุกอย่างแล้ว ถึงเด็ก 14 ผู้ก่อเหตุ

ครูอรสายังระบุว่า ในห้องเรียนมีนักเรียนประมาณ 2-3 คนที่มีพฤติกรรมลักษณะคล้ายกัน โดยครูจะปรับวิธีการสอนและการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เรียนเก่งและกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม

 

ครูอรสา เปิดใจครั้งแรก พูดทุกอย่างแล้ว ถึงเด็ก 14 ผู้ก่อเหตุ

 

 

สำหรับพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุในช่วงชั้น ม.3 ครูอรสายอมรับว่า ไม่ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื่องจากไม่ได้ใกล้ชิดหรือพูดคุยกันเหมือนช่วงที่สอนในระดับ ม.2 โดยครูสอนเด็กคนนี้มาตั้งแต่ ม.2

ครูอรสากล่าวอีกว่า เด็กค่อนข้างมีเพื่อนน้อย เพราะเป็นคนเงียบ และหากมีงานค้างหรือปัญหาเรื่องการเรียน ส่วนใหญ่จะได้รับการแก้ไขตั้งแต่ช่วง ม.2 แล้ว เมื่อขึ้น ม.3 ครูจึงไม่ได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตหรือพฤติกรรมของเด็กมากนัก

ทั้งนี้ ประเด็นที่ผู้ก่อเหตุถามหาครูอรสาก่อนเกิดเหตุ ยังคงเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ ขณะที่คำชี้แจงของครูสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนไม่ได้มีการพูดคุยหรือใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ และครูเองก็ไม่ทราบถึงพฤติกรรมของเด็กในช่วงที่ผ่านมา