- 10 ส.ค. 2569
เปิดชีวิตในเรือนจำ “มนัส บุญจำนงค์” ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก เผยความลำบาก เงินที่คนนอกฝากให้ยังได้ไม่ครบถึงมือ
วันที่ 10 ส.ค. 2569 เฟซบุ๊ก สมจิตร จงจอหอ อดีตนักชกฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก โพสต์เล่าเรื่องราวหลังเดินทางเข้าเยี่ยม “มนัส บุญจำนงค์” อดีตนักมวยสากลเจ้าของเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิก ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 9 เดือน
สมจิตรเล่าว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางเข้าเยี่ยมมนัส ซึ่งการเข้าเยี่ยมต้องผ่านขั้นตอนของเรือนจำ ตั้งแต่ลงทะเบียน แลกคูปองอาหาร ฝากสิ่งของมีค่า เปลี่ยนรองเท้า และผ่านการตรวจค้นอย่างละเอียด ก่อนเข้าไปยังศาลาเยี่ยมญาติ
เมื่อเดินเข้าไปถึงบริเวณเยี่ยมญาติ สมจิตรบรรยายว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้ต้องขังและญาติที่เดินทางมาเยี่ยม บางคนโผเข้ากอดกันทันทีที่เห็นหน้า ขณะที่บางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความคิดถึง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและเสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณ
กระทั่ง มนัสหันมาเห็นสมจิตร ก่อนทั้งคู่จะเดินเข้ามากอดกัน โดยมนัสถึงกับน้ำตาไหลออกมา ขณะที่สมจิตรยอมรับว่า ตัวเองพยายามหันหน้าหนี เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นความรู้สึก ทั้งความสงสารและความเห็นใจที่เกิดขึ้นเมื่อได้เห็นสภาพของเพื่อนนักชกในวันนี้
สมจิตรเล่าว่า ระหว่างนั่งอยู่ในบริเวณดังกล่าว เขาสังเกตเห็นภาพของครอบครัวผู้ต้องขังหลายคน ทั้งคู่รักที่จับมือกัน ป้อนข้าวให้กัน รวมถึงพ่อแม่สูงวัยที่เดินทางมาเยี่ยมลูก ทำให้ตระหนักว่า การต้องโทษไม่ได้กระทบเพียงผู้ต้องขัง แต่ยังส่งผลถึงครอบครัวและคนที่รักด้วย
การเยี่ยมครั้งนี้ใช้เวลาตั้งแต่ 13.00-15.00 น. โดยภายในเรือนจำยังมีดนตรีและการแสดงจากผู้ต้องขังเพื่อสร้างบรรยากาศระหว่างการเยี่ยมญาติ ซึ่งสมจิตรได้มอบคูปองอาหารมูลค่า 500 บาทให้กับมนัส
ช่วงประมาณครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ทั้งคู่ได้พูดคุยกันหลายเรื่อง โดยมนัสเล่าถึงความทุกข์ ความลำบาก และชีวิตความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ รวมถึงเรื่องเงินที่สมจิตรเคยฝากไปให้ แต่กลับได้รับไม่ครบจำนวน จนทำให้สมจิตรถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนอุทานออกมาว่า “เวรกรรม”
ก่อนหมดเวลาเยี่ยม สมจิตรได้บอกกับมนัสว่า ขอให้ออกมาโดยเร็ว และหากถึงวันที่ได้รับอิสรภาพ “พี่จะมารับนะ”
กระทั่งเวลา 15.00 น. เสียงนกหวีดจากผู้คุมดังขึ้น พร้อมประกาศหมดเวลาเยี่ยม ให้ผู้ต้องขังกลับเข้าแถว บรรยากาศที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ กลับเงียบลงทันที ก่อนจะกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการร่ำลาและน้ำตา
มนัสเดินเข้ามากอดสมจิตรอีกครั้ง พร้อมร้องไห้ออกมา ขณะที่สมจิตรเองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว และร้องไห้ออกมาเช่นกัน ก่อนจะบอกกับมนัสว่า “วันที่มึงได้อิสรภาพ กูจะรับมึงนะ เติ้ล”
สมจิตรย้ำว่า การออกมาเล่าเรื่องของมนัสครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการซ้ำเติมอดีตฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกที่วันนี้ต้องอยู่ในเรือนจำ แต่ต้องการให้เรื่องราวดังกล่าวเป็นบทเรียนว่า ชีวิตคนเรามีทั้งวันที่อยู่ในจุดสูงสุดและวันที่ตกต่ำ และทุกคนต้องระมัดระวังกับการตัดสินใจของตัวเอง
พร้อมยอมรับว่า ความผิดที่เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และชื่อเสียงหรือความสำเร็จในอดีตไม่สามารถลบล้างความผิดในปัจจุบันได้ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่เคยทำผิดก็ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็น “คนเลว” ไปตลอดชีวิต
สมจิตรระบุว่า หากการติดคุกครั้งนี้จะมีคุณค่า ก็อยากให้เป็นช่วงเวลาที่มนัสได้ทบทวนตัวเอง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด และเตรียมตัวกลับออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างถูกต้อง
พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่คนภายนอกสามารถทำได้ ไม่ใช่การช่วยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่คือการช่วยกันหาทางตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิที่พึงมี และหากมีช่องทางตามกฎหมายที่สามารถช่วยให้ได้รับอิสรภาพเร็วขึ้น ก็พร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่
“ผมอยากพาน้องกลับออกมา ไม่ใช่เพราะมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อยากพากลับมาเพื่อให้โอกาสเขาได้แก้ไขสิ่งที่ผิด สร้างชีวิตใหม่ และพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเราสามารถล้มได้ แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้”
สมจิตรทิ้งท้ายว่า “อดีตเปลี่ยนไม่ได้ แต่อนาคตยังสร้างใหม่ได้เสมอ” พร้อมยืนยันว่าจะช่วยมนัสเดินกลับออกมาด้วยหนทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ทางลัด พร้อมติดแฮชแท็ก #อยากพาน้องออกจากข้างใน
