- 10 ส.ค. 2569
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติโกงออนไลน์เดือนเดียวทะลุ 960 ล้าน! บุกช่วยเจ้าอาวาสโดนขู่โอน 207 ครั้ง สูญเงิน 8.3 ล้านบาท ก่อนรวบ “มือขวาบอสจีน” เครือข่ายฟอกเงินคริปโต 54 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่ามีจำนวนคดีที่รับแจ้งทั้งหมด 25,201 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 961,609,353 บาท ในจำนวนนี้ คดีหลอกลวงด้านสินค้าและบริการครองสัดส่วนคดีมากที่สุดถึง 78.1% คิดเป็นจำนวน 19,680 คดี ขณะที่คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น เป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงสุด อยู่ที่ 263,386,989 บาท
ทั้งนี้สถิติในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 2-8 ส.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,424 คดี มูลค่าความเสียหาย 269,302,187 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด โดยมีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,976 คดี ครองสัดส่วนถึง 77.5% ของคดีทั้งหมด และ “การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน” เป็นคดีที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงสุด รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 95 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด และมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 39,436,864 บาท
2.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 10 คดี มูลค่าความเสียหาย 434,162 บาท
3.ปทุมธานี มีการแจ้งความไว้ 7 คดี มูลค่าความเสียหาย 185,860 บาท
ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น อันดับ 3 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น
มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน สามารถจับกุมชาย 1 ราย พื้นที่ จ.สระแก้ว หลังพบลักลอบข้ามแดน ไทย-กัมพูชา
สำหรับผลการปฏิบัติรับตัวกลับมายังประเทศไทย รวม 46 ราย แบ่งเป็น
- ผลักดันกลับจากกัมพูชา ผ่านทาง จ.ตราด จำนวน 14 ราย (ชาย 11 รายและหญิง 3 ราย) หลังลักลอบเข้าไปอยู่ในขบวนการเว็บพนัน/หลอกลงทุนออนไลน์ ในกัมพูชา ในจำนวนนี้มีบุคคลตามหมายจับ 3 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจตม.ตราด ได้ทำการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของหมายในการรับตัวกลับไปดำเนินคดีต่อไป
- คัดกรองส่งกลับจาก สปป.ลาว ผ่านทาง จ.หนองคาย จำนวน 32 ราย ซึ่งการส่งกลับดังกล่าวมาจากเหตุการณ์ทางการสปป.ลาวเดินหน้ากวาดล้างจับกุมต่างชาติที่ลักลอบทำงาน “แอดมิน-เว็บพนัน” พื้นที่เอสที เวกัส ในสปป.ลาว ซึ่งพบว่ามีคนไทยรวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ทั้งหมด 3 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย เป็นชาวไทย 4 ราย และชาวต่างชาติ 1 ราย (ชาวจีน) ขณะเดียวกันมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 26 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,134,166 บาท
โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง ดังนี้
เคสที่ 1 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน เข้าช่วยเหลือเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย หลังได้รับเบาะแสว่าอาจกำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เนื่องจากพบพฤติการณ์เรี่ยไรเงินทำบุญสร้างวิหารจากชาวบ้านเพิ่มเติมในช่วงเข้าพรรษา ทั้งที่เงินส่วนกลางของวัดน่าจะเพียงพอ โดยในช่วงแรกเจ้าอาวาสยังอยู่ภายใต้การครอบงำและข่มขู่ของกลุ่มคนร้าย ไม่เชื่อว่าตนเองถูกหลอกลวง ทั้งยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมนานหลายวัน จนกระทั่งยอมเปิดใจและยินยอมเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน ในที่สุด จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า เหยื่อเริ่มถูกคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หลอกลวงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยใช้อุบายข่มขู่ว่าชื่อของเจ้าอาวาสถูกนำไปเปิด "บัญชีม้า" เกี่ยวข้องกับคดีออนไลน์ พร้อมขู่ว่าหากนำเรื่องไปบอกผู้อื่นจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จากความเกรงกลัว เจ้าอาวาสจึงยอมโอนเงินไปเพื่อตรวจสอบ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 207 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 8,319,090 บาท ซึ่งกระจายไปยังบัญชีปลายทางกว่า 50 บัญชี ทั้งที่เป็นเงินส่วนตัวและเงินของวัด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งอายัดบัญชี และขยายผลสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมแก๊งคนร้าย ตลอดจนติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
เคสที่ 2 ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.9 เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายชายวัย 18 ปี ได้อย่างปลอดภัย ณ อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ในต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังบิดาของผู้เสียหายแจ้งความว่าลูกชายขาดการติดต่อ และคาดว่ากำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบหาเบาะแสจนพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่หน้าอาคาร ก่อนขยายผลเข้าตรวจสอบห้องพักใกล้เคียงและพบตัวผู้เสียหายอยู่เพียงลำพัง โดยขณะเข้าช่วยเหลือ ผู้เสียหายกำลังเปิดกล้องวิดีโอคอลคุยอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทันทีที่มิจฉาชีพเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านกล้อง ได้รีบตัดสายและปิดแชตหนีไปทันที จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพข่มขู่และหลอกลวงให้มาเปิดห้องพักเก็บตัวอยู่เพียงลำพัง โดยระหว่างนั้นถูกกุเรื่องหลอกให้หลงเชื่อจนยินยอมโอนเงินไปให้กลุ่มคนร้ายรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 500,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,000,000 บาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.9 ได้เข้าควบคุมสถานการณ์และนำตัวผู้เสียหายส่งพนักงานสอบสวน เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับติดตามตัวมิจฉาชีพกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
โดยเคสจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่น่าสนใจ ดังนี้
เคส 1 กก.สส.บก.น.8 ดำเนินการจับกุม นายกวางฉ่างฯ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงิน” บริเวณหน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมของกลางประกอบด้วย เงินสด 500,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน รวมทั้งยาเสพติด ได้แก่ คีตามีน น้ำหนัก 2.56 กรัม และแฮปปี้วอเตอร์ (Happy Water) 5 ถุง น้ำหนักรวม 36.12 กรัม โดยการจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อเนื่องจากการจับกุมกลุ่ม "คอกม้า" ถอนเงินสดจำนวน 6 ราย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงผู้เสียหายในพื้นที่ สภ.สามพราน จ.นครปฐม ที่มีการประสานข้อมูลร่วมกับ บก.สส.บช.น. จนกระทั่งสืบทราบว่านายกวางฉ่างฯ ทำหน้าที่เป็นมือขวาคอยรับช่วงต่อเงินสดจากกลุ่มคอกม้าเพื่อนำมาพักไว้ ก่อนส่งต่อให้ร้านแลกเงินเถื่อนและกลุ่มชาวจีนเพื่อแปลงเป็นเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี
จากการสอบสวน นายกวางฉ่างฯ ให้การรับสารภาพว่า เงินสดของกลางดังกล่าว ได้รับการสั่งการจากบอสชาวจีนให้ไปรับมาจากคอกม้าถอนเงินตามจุดต่างๆ เพื่อนำมาเตรียมแลกเป็นเหรียญ USDT ในตลาดมืดก่อนจะถูกจับกุม ส่วนยาเสพติดที่พบในห้องพักมีไว้เพื่อเสพเองและจำหน่ายต่อให้กลุ่มนักท่องเที่ยวราตรีชาวจีน ทั้งนี้ จากการขยายผลตรวจค้นจุดรับแลกเงินและที่พักย่านชาวจีนรวม 3 จุด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินดิจิทัล พบยอดเงินหมุนเวียนส่งตรงถึงบอสจีนสูงถึง 1,660,000 USDT หรือคิดเป็นเงินไทยราว 54.8 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดทางออนไลน์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.บุคคโล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสาน สำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ และเร่งขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดมาดำเนินคดีต่อไป
จากผลการช่วยเหลือผู้เสียหายของศูนย์ ACSC ในห้วงที่ผ่านมา พบว่าขณะนี้ยังมีน้องๆ นักเรียนและนักศึกษาตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย ก่อนจะหลอกให้แอดไลน์ปลอมเพื่อส่งหมายจับหรือเอกสารราชการปลอม และควบคุมการปฏิบััติผ่านวิดีโอคอล จากนั้นจะบังคับให้ออกจากบ้านไปเปิดห้องเช่าอยู่คนเดียว สั่งให้มัดมือมัดเท้าจัดฉากทำทีว่าถูกทำร้าย พร้อมให้สคริปต์พูดเพื่อส่งคลิปหรือโทรไปขู่เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง นำมาซึ่งความสูญเสียทรัพย์สินและความขวัญเสียของครอบครัวเป็นอย่างมาก
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, DSI หรือ ปปง. ฯลฯ ไม่มีนโยบายโทรศัพท์หาผู้เสียหายเพื่อแจ้งว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ให้แอดไลน์ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือของหน่วยงาน เพื่อส่งเอกสารราชการ (หมายจับ, หมายเรียก หรือหลักฐานทางการสืบสวน) รวมถึงไม่วิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำ หรือควบคุมตัว ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการบอกให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจเด็ดขาด หากพบเห็นการกระทำในลักษณะดังกล่าว นั่นคือ มิจฉาชีพแน่นอน ขอให้ตั้งสติ วางสายทันที ห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ ห้ามโอนเงินทุกกรณี และขอให้รีบแจ้งผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ พร้อมโทรแจ้งสายด่วน 1441 ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
