- 13 ส.ค. 2569
ล่าสุดรู้แล้ว “ป้าดา” มาจัดการที่ดิน 21 ไร่ได้อย่างไร แม้ลูกๆ “ตาเฮียง” ยอมแพ้แล้ว ปมข้อพิพาทเดือดที่ดินวัดป่าอดุลยาราม
ยังคงเป็นประเด็นร้อนสำหรับข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง หลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน นำท่อปูนมาวางปิดล้อมทางเข้า-ออกวัด พร้อมปักป้ายประกาศขีดเส้นตายให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด วันที่ 13 สิงหาคม 2569 “ป้าดา” ชมมณี หลานสาวของนายเฮียง พิมพ์ศรี หรือ “ตาเฮียง” ซึ่งเป็นคู่กรณีในข้อพิพาทที่ดิน 21 ไร่ ที่ตั้งวัดป่าอดุลยาราม ได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” พร้อมนำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินมาแสดง เพื่อยืนยันสิทธิ์ในมุมของทายาท
ป้าดา ยืนยันว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของทายาท หลังนายเฮียง ผู้ถือเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เสียชีวิตเมื่อปี 2534 โดยระบุว่า วัดป่าอดุลยารามมีการประกาศตั้งวัดแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 35 ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานที่ดิน ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ยังคงปรากฏชื่อของนายเฮียงอยู่
นอกจากนี้ ป้าดายังนำ “หนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด” ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2533 มาเป็นหลักฐาน โดยเอกสารระบุว่า นายเฮียง พิมพ์ศรี อายุ 80 ปี ตกลงยกที่ดินเนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 461 ตารางวา เพื่อสร้างวัด พร้อมระบุแนวเขตที่ดินอย่างชัดเจน และมีนายอำเภอ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น รวมถึงพยานร่วมลงลายมือชื่อ
ในเอกสารดังกล่าวยังระบุว่า นายเฮียงจะดำเนินการโอนที่ดินให้แก่วัดภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด และหากไม่โอนที่ดินให้ตามสัญญา ยินยอมให้นายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการบังคับฟ้องร้องได้
ป้าดา ระบุว่า นายเฮียงมอบโฉนดให้พระครูอดุลในเดือนกันยายน 2533 ขณะที่พื้นที่ยังเป็นเพียงที่พักสงฆ์ ก่อนที่นายเฮียงจะเสียชีวิตในปี 2534 จึงมองว่าหากการสร้างวัดไม่แล้วเสร็จตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ การยกที่ดินก็ไม่สมบูรณ์ และสิทธิ์ควรตกทอดมายังทายาท
ส่วนกรณีการนำท่อปูนมาปิดทางเข้า-ออกวัด ป้าดายืนยันว่าไม่ได้มีเจตนารังแกพระหรือทำลายวัด แต่เป็นการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี ในฐานะทายาทโดยชอบธรรม โดยขณะนี้ได้ยื่นขอออกโฉนดใหม่ และอยู่ระหว่างรอขั้นตอนครบ 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 27 สิงหาคม 2569
ป้าดา ระบุด้วยว่า หากได้รับโฉนดมาอย่างถูกต้อง และทางวัดยังไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน ตามที่มีการปิดประกาศไว้ ก็มีความคิดที่จะเข้าไปรื้อถอน แต่จะดำเนินการเมื่อใดนั้นยังเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจของครอบครัว
ขณะเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่หลายคนสงสัยว่า “ป้าดา” เข้ามาดำเนินการเรื่องที่ดินได้อย่างไร ทั้งที่ลูกๆ ของนายเฮียงยอมยุติการต่อสู้แล้วนั้น ทางครอบครัวได้ออกมาเปิดเผยว่า ลูกสาวของนายเฮียงยืนยันว่า พ่อมีเจตนาจะสร้างวัดจริง แต่ไม่ได้มีเจตนายกที่ดินให้วัด
ลูกสาวนายเฮียงเล่าว่า หลังจากนายเฮียงสามารถเปลี่ยนเอกสาร ส.ค.1 เป็นโฉนดที่ดินได้ อดีตเจ้าอาวาสได้นำโฉนดดังกล่าวไปแสดง พร้อมนำไปติดประกาศที่ฝาผนังเพื่อให้ชาวบ้านรับรู้ว่า พื้นที่ดังกล่าวจะมีการสร้างวัดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีขบวนการฮุบที่ดินอยู่เบื้องหลัง พร้อมยอมรับว่า ในรุ่นลูกไม่มีเงินทองหรือกำลังมากพอที่จะต่อสู้กับเรื่องดังกล่าวต่อไป จึงตัดสินใจยอมแพ้และส่งต่อให้คนรุ่นหลานดำเนินการแทน
โดย “น้องดา” หรือป้าดา ซึ่งเป็นหลานสาวทางแม่น้อย เมื่อรับรู้เรื่องราวและเห็นว่าครอบครัวไม่มีกำลังจะสู้ต่อ จึงอาสาเข้ามาดำเนินการต่อด้วยตัวเอง ทำให้ญาติพี่น้องทุกคนตัดสินใจไว้วางใจและมอบหมายให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อเพียงผู้เดียว
ส่วนข้อสงสัยว่าการเรียกร้องที่ดินเกี่ยวข้องกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ ป้าดายืนยันว่า การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ดำเนินมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะที่ราคาที่ดินในพื้นที่เพิ่งเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากมีห้างสรรพสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามา จึงยืนยันว่าไม่ได้เป็นสาเหตุของข้อพิพาท
สำหรับมูลค่าที่ดินแปลงดังกล่าว ป้าดาเปิดเผยว่า ราคาประเมินที่ดิน 21 ไร่อยู่ที่ประมาณ 77 ล้านบาท แต่ราคาซื้อขายในพื้นที่อยู่ที่ประมาณตารางวาละ 400,000 บาท หรือประมาณไร่ละ 160 ล้านบาท หากคำนวณพื้นที่ 21 ไร่ จะมีมูลค่าประมาณ 3,400 ล้านบาท
ทั้งนี้ ข้อพิพาทดังกล่าวยังเป็นการกล่าวอ้างสิทธิ์จากฝ่ายทายาท ขณะที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสถานะทางกฎหมายของที่ดิน จะต้องเป็นไปตามเอกสารสิทธิ์และการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
