- 17 ส.ค. 2569
ยิ่งใจหาย ปมเสียชีวิต หญิงสูงวัย โพสต์เฟซบุ๊กบ่นโรงพยาบาล ก่อนโดน บุคลากรทางการแพทย์คอมเมนต์แซะในโลกออนไลน์
กลายเป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่เรื่องราวของหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้โพสต์ข้อความระบายความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊ก หลังเดินทางไปโรงพยาบาลและต้องรอเข้ารับการตรวจเป็นเวลานาน ก่อนจะถูกเพจแห่งหนึ่งนำโพสต์ไปเผยแพร่ต่อ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
หญิงรายดังกล่าวระบุข้อความในลักษณะตัดพ้อว่า “ถ้าบ่ตรวจให้กู ให้กูตายอยู่บ้านโลดสู” สื่อถึงความรู้สึกจากการต้องรอเข้ารับการตรวจรักษาเป็นเวลานาน
ต่อมาโพสต์ดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยผู้โพสต์อ้างว่ามีทั้งพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาคอมเมนต์ในลักษณะเหน็บแนมและเยาะเย้ย รวมถึงมีบางรายกดแสดงความรู้สึกหัวเราะ พร้อมข้อความทำนองว่า หากรอไม่ไหวก็ให้กลับไปเสียชีวิตที่บ้าน
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ล่าสุดลูกชายของหญิงรายดังกล่าวได้ออกมาแจ้งข่าวว่า แม่ของเขาเสียชีวิตแล้ว โดยเล่าว่า เดิมทีครอบครัวคาดว่าจะได้รับตัวแม่กลับบ้านภายในวันดังกล่าวหรือวันรุ่งขึ้น แต่ช่วงเวลาประมาณ 04:00 น. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโทรศัพท์แจ้งว่า แม่หมดสติอยู่ภายในห้องน้ำ หลังเข้าไปทำธุระและเกิดล้มจนศีรษะกระแทกพื้น ส่งผลให้มีเลือดคั่งในสมอง
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ครอบครัวเกิดข้อสงสัยหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากลูกชายตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงปล่อยให้แม่เข้าห้องน้ำเพียงลำพัง และหลังหมดเวลาเยี่ยม ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 18:00 - 20:00 น. ไม่มีเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าผู้ป่วยลุกออกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำหรือไม่ ก่อนจะมาพบตัวอีกครั้งในเวลาต่อมา
ครอบครัวระบุว่า ช่วงแรกได้รับแจ้งว่าจะมีการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการ แต่สุดท้ายไม่ได้มีการผ่าตัดเกิดขึ้น กระทั่งในช่วงบ่ายมีการย้ายตึกและย้ายห้อง ก่อนที่ครอบครัวจะได้รับแจ้งว่าไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน เนื่องจากมีเลือดออกในสมองเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ประเด็นการพลัดตกหกล้มภายในห้องน้ำอาจเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการดูแลผู้ป่วย รวมถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุและการเข้าช่วยเหลือ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทางโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร และมีข้อบกพร่องในการดูแลผู้ป่วยหรือไม่
ขณะเดียวกัน กระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกด้านมุ่งไปที่การแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการนำข้อความของผู้ป่วยไปเผยแพร่ต่อ ก่อนมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในลักษณะเยาะเย้ยเรื่องความเป็นความตาย หากบุคคลดังกล่าวเป็นบุคลากรทางการแพทย์จริง ยิ่งสร้างความกังวลต่อเรื่องจริยธรรมและความเหมาะสมในการสื่อสารกับผู้ป่วยและประชาชน
เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้ข้อความบางอย่างบนโลกออนไลน์อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการระบายอารมณ์ แต่สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวแล้ว ความเจ็บป่วยและความเป็นความตายไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาล้อเล่นหรือเยาะเย้ยได้ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหญิงรายดังกล่าวยังควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านต่อไป
