ถึงบางอ้อทันที "เส้นเลือดหัวใจตีบ" เกิดจาก วัคซีนโควิด หรือไม่

สรุปปม "เร แม๊คโดแนลด์" เสียชีวิต แพทย์ยันเส้นเลือดหัวใจตีบไม่เกี่ยวกับวัคซีน เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปั่นกระแส!

จากข่าวเศร้าวงการบันเทิง “เร แม๊คโดแนลด์” ได้เสียชีวิตลงที่บ้านพักของตัวเองที่ผ่านมา ก่อนพบ เส้นเลือดหัวใจตีบ 3เส้น 

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าว มีการพูดถึงว่า วัคซีนโควิด อาจเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุด้วยหรือไม่นั้น 

ล่าสุด หมอม็อด แพทย์ชื่อดังได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ระบุว่า

เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นของคุณเร แมคโดนัลด์ ไม่ได้เกิดจากวัคซีน
อย่าเอาการเสียชีวิตของคนอื่นมาโยงมั่วๆ เพื่อสร้าง Engagement แล้วจบด้วยการขายอาหารเสริม

ถึงบางอ้อทันที "เส้นเลือดหัวใจตีบ" เกิดจาก วัคซีนโควิด หรือไม่

ด้าน อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ได้โพสต์ข้อความระบุถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ว่า 

[#FactCheck] "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ได้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน (โควิด-19) "

เริ่มเจอคนที่โยงการเสียชีวิตจากภาวะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (อย่างกรณีพี่เรย์ แม็คโดนัลด์) เข้ากับการที่ฉีดวัคซีน (โดยเฉพาะวัคซีนโรคโควิด-19) กันแล้ว ซึ่งมีทั้งพวกกังวลเรื่องสุขภาพ แล้วเชื่อมโยงกันเอง ไปจนถึงพวกที่เอามาปั่นกระแสให้คนหวาดกลัว แล้วขายอาหารเสริม หรือคอร์สล้างพิษวัคซีน (ซึ่งไม่มีจริงนะครับ พิษวัคซีนเนี่ย)

ความจริงแล้ว ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งมีหลายประการนั้น ไม่ได้มีที่บอกว่าเกิดจากการฉีควัคซีน แต่อย่างไร

ถ้าจะมีรายงานมากหน่อย เกี่ยวกับภาวะผิดปรกติของหลอดเลือดและหัวใจ จากการฉีคซีน ก็มี "ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน" ในหลอดเลือด ซึ่งมีรายงานพบได้ ในกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 บางยี่ห้อ ที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำส่งโปรตีนหนาม เช่นยี่ห้อ AstraZeneca และยี่ห้อ Johnson & Johnson แล้วเกิดโรค Vaccine-Induced Immune Thrombotic Thrombocytopenia (ภาวะเกล็ดเลือดต่ำและภาวะหลอดเลือดอุดตัน หลังจากได้รับวัคซีน) ขึ้น แต่ก็พบในอัตราส่วนที่น้อยมาก คือประมาณ 50-100 เคส ต่อการฉีดวัคซีน 50 – 60 ล้านโดส

หรืออีกอย่างก็คือ "ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis)" ที่พบในผู้ที่ฉีดวัคซีนกลุ่ม mRNA เช่น วัคซีนจากบริษัท Pfizer และ Moderna แต่มีอัตราส่วนที่น้อยมากเช่นกัน คือ ประมาณเฉลี่ย 12 คนใน 1 ล้านคน และพบมากในกลุ่มคนอายุน้อย และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

อาการพวกนี้ มักเริ่มเป็นหลังจากฉีดวัคซีนไปไม่นาน และส่วนใหญ่จะหายเองได้ หรือรักษาให้หายได้ (ไม่ใช่ฉีดไปหลายปี แล้วค่อยมาโยงว่าปัญหาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด จะมาจากการฉีดวัคซีน) .. และเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการติดเชื้อโรคแล้ว ซึ่งก็ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบขึ้นได้เช่นกัน (แถมรุนแรงกว่าผลจากวัคซีนด้วย) หรือทำให้เจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลแล้วนั้น การฉีดวัคซีนก็ยังคุ้มค่ากว่า ที่จะไม่ฉีด

สำหรับ รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับ "ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ" นั้น ขอเอาบทความของโรงพยาบาลกรุงเทพฯ นี้ มาให้อ่านกันครับ

---------------

(บทความ) "เส้นเลือดหัวใจตีบรักษาหายไหม? รู้ทันอาการและแนวทางรักษา"

ในช่วงหลายสิบกว่าปีที่ผ่านมา คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งปัจจุบันเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย

โดยพบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการบริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ออกกำลังกายน้อยลง และมีความเครียดมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกรรมพันธุ์อีกด้วย

#โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันคืออะไร

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่หลอดเลือดแดงคอโรนารี (Coronary Artery) ซึ่งทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดการสะสมของคราบไขมัน หินปูน และสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) ส่งผลให้ช่องภายในหลอดเลือดตีบแคบลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ลดลง นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และอาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

#สาเหตุของเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากอะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันเกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

#ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิด โรคหัวใจตีบ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนและควบคุมได้ด้วยตัวเอง

1. #ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีดังนี้

อายุ : โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงของโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

เพศ : ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน

2. #ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันได้ มีดังนี้

โรคความดันโลหิตสูง : การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดมาเลี้ยงร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น หลอดเลือดตีบแข็งและอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด

การสูบบุหรี่ : ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2 – 4 เท่า เนื่องจากสารที่อยู่ภายในบุหรี่จะทำให้เซลล์ที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสื่อม ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน ซึ่งนำไปสู่สภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

ระดับไขมันในเลือด : ผู้ที่มีระดับไขมัน LDL คอเลสเตอรอลสูงจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น ไขมันดังกล่าวทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนน้อยลง ในที่สุดหลอดเลือดหัวใจก็อุดตันและเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย

โรคเบาหวาน : ทำให้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น เบาหวานทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ เสื่อมลง

การขาดการออกกำลังกาย : ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ และยังช่วยควบคุมปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิต ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด เบาหวาน และน้ำหนักที่มากเกินหรืออ้วน

ความอ้วน : ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัม / ส่วนสูง (เมตร)2 ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ โดยสามารถคำนวณดัชนีมวลกายได้จากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2

อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย แม้มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม / (เมตร)2 ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

#สังเกตอาการหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนสายเกินแก้

ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบแคบหรืออุดตันค่อนข้างมาก จะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น ดังนี้

- มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักกดทับตรงกลางหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกแรง

- มีอาการเจ็บร้าวจากหน้าอกขึ้นไปถึงคาง ไหล่ หลัง หรือเจ็บลงไปถึงแขนซ้าย

- เจ็บแน่นจุกอกหรือจุกใต้ลิ้นปี่ เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะขณะออกแรงและดีขึ้นเมื่อพัก แต่หากมีอาการขณะพัก หรือมีอาการต่อเนื่องนานเกิน 20 นาที ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

- หายใจหอบ เหนื่อย

- เหงื่อแตก ใจสั่น

- หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น (Heart Attack)

#แนวทางการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน

การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ มีเป้าหมายเพื่อเปิดทางเดินเส้นเลือดที่อุดตันให้เลือดกลับไปไหลเวียนได้ตามปกติ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ดังนี้

1. #การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด

การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) เป็นหัตถการที่แพทย์ใช้สายสวนขนาดเล็กนำบอลลูนไปยังตำแหน่งที่หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน จากนั้นจึงขยายบอลลูน เพื่อกดคราบไขมันและหินปูนที่เกาะอยู่บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องภายในหลอดเลือดกว้างขึ้น จากนั้นอาจใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) เพื่อช่วยพยุงหลอดเลือดให้เปิดกว้างและลดโอกาสการตีบซ้ำ

2. #การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (การทำบายพาส)

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือที่รู้จักกันว่า “การทำบายพาส” แพทย์จะใช้เส้นเลือดภายในทรวงอกด้านซ้ายและเส้นเลือดแดงบริเวณแขนซ้าย หรือเส้นเลือดดำบริเวณขา ตั้งแต่ข้อเท้าด้านในจนถึงโคนขาด้านในมาเย็บต่อเส้นเลือดเพื่อนำเลือดแดงจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ

#การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้

- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง

- รับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ลิตร

- รับประทานอาหารแต่พออิ่มและควรพักหลังอาหารประมาณ 1/2 – 1 ชั่วโมง

- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดีที่สุด คือ การเดิน เริ่มโดยเดินช้า ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง

- ทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน หาวิธีลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น ดูเกมการแข่งขันที่เร้าใจ ฯลฯ

- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและเค็มจัด

- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม

- หลีกเลี่ยงงานหนัก งานรีบเร่ง และงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องนาน ๆ

- เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันที แล้วรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ข้อมูลจาก https://www.bangkokhospital.com