- 30 ส.ค. 2569
ทนายอนันต์ชัย ขีดเส้น 7 วัน ให้ ลุงแหวน ขอขมา 'หลวงพ่ออดุลฯ' เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม หากไม่มาจะแจ้งความทันที-ดำเนินคดีข้อหาหนัก
30ส.ค.69 มูลนิธิทนายกองทัพธรรม โดย ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช , ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา , นายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความ และคณะ ได้เดินทางไปยังวัดป่าอดุลยาราม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมแถลงข่าวและชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีข้อพิพาทที่ดินของวัด ภายหลังมีกลุ่มบุคคลทำการแถลงข่าวและนำเสนอข้อมูลบางส่วนที่พาดพิงถึงวัดป่าอดุลยาราม พระครูอดุลสารนิเทศ และคณะกรรมการวัด จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและได้รับความเสียหาย
การแถลงข่าวของทนายอนันต์ชัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเตรียมดำเนินการยื่นความเห็นทางกฎหมายต่ออธิบดีกรมที่ดิน ผ่านสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยมอบหมายนายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความวัดป่าอดุลยาราม เข้ายื่นต่อเจ้าพนักงานที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อนำเรียนอธิบดีกรมที่ดินในวันพรุ่งนี้ เพื่อขอให้กรมที่ดินและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาปัญหาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัด ทั้งนี้ มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะนำข้อเท็จจริง เอกสาร ความเห็นทางกฎหมาย
และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อกรมที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และวางแนวทางสำหรับการคุ้มครองที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ซึ่งประชาชนได้อุทิศถวายไว้แก่พระพุทธศาสนา ให้เกิดความชัดเจน เป็นธรรม และสอดคล้องกับเจตนาของผู้ถวาย
มูลนิธิทนายกองทัพธรรม เห็นว่า การที่ชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อนายเฮียง ไม่ได้หมายความว่าสิทธิในที่ดินยังคงเป็นของกองมรดกหรือทายาทโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาผลทางกฎหมายของการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ประกอบกับการสร้างและตั้งวัดในเวลาต่อมา เป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และกฎกระทรวงการสร้างวัด พ.ศ.๒๕๕๙ เป็นต้นและหลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเฉพาะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๓๗/๒๕๓๘ และ ๙๕๔๓/๒๕๕๑
ซึ่งวางหลักเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดว่า เมื่อเจ้าของมีเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดที่ดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินเพื่อใช้สำหรับการสร้างวัดตามเจตนาของผู้อุทิศ และเมื่อมีการสร้างและตั้งวัดโดยชอบแล้วย่อมเกิดผลทางกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของวัด แม้เดิมยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนการยกให้ในลักษณะนิติกรรมทั่วไปก็ตาม
ดังนั้นประเด็นสำคัญของเรื่องนี้จึงมิใช่เพียงการตรวจสอบว่า “ ชื่อใครอยู่ในโฉนด” แต่ต้องตรวจสอบว่า “สิทธิในที่ดินเกิดขึ้นแก่ผู้ใดแล้วตามกฎหมาย” และการดำเนินการทางทะเบียนควรทำให้สอดคล้องกับสิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมายและข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด เมื่อมีบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินและมีการขอออกใบแทนโฉนดโดยอ้างว่าโฉนดฉบับจริงสูญหาย วัดป่าอดุลยารามจึงได้ใช้สิทธิคัดค้าน
โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาส พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษากฎหมาย ได้นำโฉนดฉบับจริงเลขที่ 61945 ไปแสดงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อยืนยันว่าโฉนดฉบับจริงยังอยู่และอยู่ในความครอบครองของวัด มูลนิธิฯ จึงเตรียมเสนอความเห็นต่อ กรมที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายอำเภอเมืองขอนแก่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาเอกสารตั้งแต่หนังสือสัญญายกที่ดินเพื่อสร้างวัด หลักฐานการมอบโฉนด การจัดตั้งวัด คำพิพากษาศาล ตลอดจนกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางดำเนินการทางทะเบียนให้ถูกต้อง
นอกจากนี้ มูลนิธิทนายกองทัพธรรม เห็นว่า กรณีวัดป่าอดุลยาราม มิได้เป็นเพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินของวัดแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังอาจเป็น กรณีตัวอย่างสำคัญในการวางแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีที่บรรพบุรุษหรือเจ้าของที่ดินเดิมได้มีเจตนาอุทิศหรือถวายที่ดินให้แก่วัดเพื่อพระพุทธศาสนาแล้วต่อมาภายหลังบุคคลในฐานะลูกหลานหรือทายาทกลับมาทวงคืนหรืออ้างสิทธิในที่ดินดังกล่าว ทั้งที่การอุทิศได้เกิดขึ้นแล้ว และมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนา หลักสำคัญจึงมิใช่เพียงเรื่องสิทธิของผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียน
แต่ต้องเคารพและให้ความสำคัญต่อเจตนา แห่งการอุทิศของผู้ถวายที่ดินด้วย เพราะการอุทิศทรัพย์เพื่อพระพุทธศาสนาเป็นการแสดงเจตนาทำบุญและมอบทรัพย์ เพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา หากเจตนาดังกล่าวได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมไม่ควรปล่อยให้ทรัพย์ที่ผู้เป็นบรรพบุรษตั้งใจถวายแก่พระพุทธศาสนากลับคืนไปเป็นทรัพย์ของทายาทในภายหลังโดยปราศจากสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย เพราะนอกจากจะเป็นการขัดต่อผลทางกฎหมายของการอุทิศแล้ว ยังอาจเป็นการขัดต่อ เจตนารมณ์อันแท้จริงของผู้มีจิตศรัทธาซึ่งได้ถวายทรัพย์เพื่อพระพุทธศาสนาไว้แต่เดิม
ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจึงประสงค์ให้การพิจารณากรณีวัดป่าอดุลยารามครั้งนี้ นำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนของกรมที่ดินและหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีหลักฐานการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดหรือเพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว แต่ชื่อในเอกสารสิทธิยังมิได้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเพื่อมิให้เกิดปัญหาว่า เมื่อผู้ถวายถึงแก่กรรมแล้ว ทายาทสามารถนำทรัพย์ดังกล่าวกลับมาเรียกร้องคืนได้ ทั้งที่ทรัพย์ได้ถูกอุทิศเพื่อพระพุทธศาสนาไปแล้ว และเพื่อให้เจตนาอันเป็นกุศลของผู้ถวายได้รับการคุ้มครองและบรรลุผลตามความมุ่งหมายของผู้ถวายอย่างแท้จริง
มูลนิธิทนายกองทัพธรรม จึงขอเรียนว่า การดำเนินการครั้งนี้มิใช่การขอให้หน่วยงานรัฐเข้าข้างวัดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการขอให้พิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร กฎหมาย และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้ความจริงปรากฏและให้ทะเบียนที่ดินสอดคล้องกับสิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย กรณีวัดป่าอดุลยารามจึงมิได้มีความหมายเฉพาะต่อวัดแห่งนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้เกิด บรรทัดฐานและแนวทางปฏิบัติในการคุ้มครองที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ สำหรับกรณีที่มีผู้มีจิตศรัทธาอุทิศถวายไว้เพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว
แต่ภายหลังมีทายาทหรือบุคคลอื่นกลับมาอ้างสิทธิเรียกร้องคืน ทั้งที่ไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายและไม่สอดคล้องกับเจตนาแห่งการอุทิศของบรรพบุรุษ เพราะเจตนาของผู้ถวายที่ดินมิใช่เพียงการให้ทรัพย์สิน แต่คือการมอบทรัพย์นั้นไว้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และเมื่อเจตนานั้นได้เกิดขึ้นโดยชอบแล้ว กฎหมายและหน่วยงานของรัฐย่อมมีหน้าที่ที่จะทำให้เจตนากุศลดังกล่าวได้รับการคุ้มครองและบรรลุผล ไม่ใช่ปล่อยให้ทรัพย์ที่บรรพบุรุษตั้งใจถวายพระศาสนากลับคืนไปเป็นข้อพิพาทของทายาทในภายหลัง
สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลหรือแถลงข่าวบางประการ ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึง พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม คณะกรรมการวัด และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และความน่าเชื่อถือของบุคคลและวัดนั้น มูลนิธิทนายกองทัพธรรมขอแจ้งให้ทราบว่าการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นหรือการนำเสนอข่าวย่อมต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หากมีข้อความใดเป็นการกล่าวหา ใส่ความ หรือเผยแพร่ข้อความต่อบุคคลที่สามโดยมีลักษณะทำให้พระครูอดุลสารนิเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย และเมื่อได้ตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วพบว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย มูลนิธิฯ พร้อมคณะที่ปรึกษากฎหมายจะดำเนินการ รวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณากล่าวโทษหรือดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นการตรวจสอบหรือการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนหรือประชาชน แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสิทธิของพระครูอดุลสารนิเทศ วัดป่าอดุลยาราม และผู้ที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งเพื่อให้การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินเป็นไปอย่างถูกต้อง รอบด้าน และไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน
มูลนิธิฯ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารทางราชการให้รอบคอบก่อนนำไปเผยแพร่หรือกล่าวพาดพิงบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพราะกรณีนี้มีทั้งเอกสารการอุทิศที่ดิน เอกสารราชการกระบวนการจัดตั้งวัด และคำพิพากษาของศาลที่สามารถตรวจสอบได้ มิใช่เรื่องที่ควรนำเสนอโดยอาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากการตรวจสอบพยานหลักฐานพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิด มูลนิธิทนายกองทัพธรรม จะดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
รวมถึงการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายเท่าที่พึงกระทำได้ เพื่อรักษาสิทธิและชื่อเสียงของพระครูอดุลสารนิเทศ วัดป่าอดุลยาราม และผู้ที่ได้รับความเสียหาย “เราไม่ได้ต้องการมีเรื่องกับใคร และไม่ได้ต้องการปิ ดกั้นการตรวจสอบ แต่หากมีการนำข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จหรือข้อความที่ทำให้พระและวัดได้รับความเสียหายไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เราก็จำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริงและปกป้องสิทธิของวัดเช่นเดียวกัน”
ดังนั้น นับจากนี้มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูล การแถลงข่าว การเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง และสื่อออนไลน์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหากพบว่ามีข้อความใดเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อกล่าวโทษและดำเนินคดีต่อผู้กระท าและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
