- 09 ก.ย. 2569
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพ พนส. ถกนโยบายวางรากฐานนิวเคลียร์ประเทศไทย ย้ำต้องยึดเกณฑ์สากล IAEA เตรียมพร้อมรับมือ SMR
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าวางรากฐานประเทศไทยรองรับพลังงานนิวเคลียร์แห่งอนาคต ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำ มุ่งเตรียมความพร้อมประเทศไทยก่อนเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เข้ามาถึง ชูหลักความปลอดภัยสูงสุด ยึดเกณฑ์สากล IAEA และกลไก 3S
8 ก.ย.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เป็นประธานการประชุมร่วมกับ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว., นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดทิศทางเชิงนโยบายด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานทั่วโลก พลังงานนิวเคลียร์รูปแบบ SMR ถือเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาดทางเลือกที่ได้รับความสนใจสูง รัฐบาลจึงต้องวางโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยและกฎหมายให้มีความชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี SMR แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย
- ด้านกฎหมายและหลักประกันความปลอดภัย
มอบหมายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Nuclear Liability Act) ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดกลไกความรับผิดชอบทางการเงิน การจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับตามหลักสากล
- ด้านการพัฒนาบุคลากร
บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงพลังงาน ในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนและแผนพัฒนาพัฒนากำลังคน รองรับเทคโนโลยี SMR และการกำกับดูแลด้านความปลอดภัย
- ด้านการบริหารจัดการกากนิวเคลียร์
เร่งรัด ปส. จัดทำแผนนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการจัดการกากนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วแบบครบวงจรตลอดวงจรอายุ (Life Cycle) เพื่อป้องกันการส่งต่อภาระและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไปยังคนรุ่นหลัง
- ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
มอบหมาย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนเพื่อการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมกับกระทรวงพลังงานและ ปส. สนับสนุนงานวิจัยเชิงลึก ทั้งระบบภายในเตาปฏิกรณ์ ชิ้นส่วนโครงสร้างพื้นฐาน (วัสดุปูน เหล็ก วาล์ว ปั๊ม) การเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Integration) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบแบบจำลองดิจิทัล (Digital Twin) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประเมินความพร้อมของประเทศไทยตามกรอบแนวทาง 19 ประเด็นของ IAEA พบว่า ประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว 10 ประเด็น และอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการอีก 6 ประเด็น โดยมี 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อน ได้แก่ การกำหนดนโยบายระดับชาติ การจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนหลัก และการจัดหาแหล่งเงินลงทุน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวคิดส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและทรัพยากรภายในประเทศ (Local Content) จากภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การก่อสร้าง และโลหะหนัก เพื่อดึงผู้ประกอบการ SME เข้าสู่ระบบนิเวศ (Ecosystem) ของเทคโนโลยี SMR ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระดับภูมิภาค
ทางด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ระบุว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติบังคับใช้อยู่แล้ว แต่การผลักดันร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์เพิ่มเติม จะช่วยยกระดับการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลสูงสุด ซึ่งตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปส. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ IAEA ในการประเมินมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในอนาคตจะมีความมั่นคง ปลอดภัย และคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักปฏิบัติสากล 3S ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety), ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards) ผ่านกลไกสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่
• การกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิต: ควบคุมมาตรฐานตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้ง การก่อสร้าง การเดินเครื่อง จนถึงการเลิกดำเนินงาน
• ระบบรับมือเหตุฉุกเฉิน: เชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ระดับชาติถึงระดับพื้นที่ พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างโปร่งใส
• กรอบกฎหมายและการเยียวยา: พัฒนากฎหมายความรับผิดทางนิวเคลียร์เพื่อคุ้มครองและชดเชยประชาชนอย่างเป็นธรรม
• การจัดการกากกัมมันตรังสี: วางระบบดูแลเชื้อเพลิงใช้แล้วอย่างครบวงจร เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่คนรุ่นหลัง
• การพัฒนาบุคลากร: เร่งสร้างผู้เชี่ยวชาญรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งด้าน AI, Cybersecurity, กฎหมาย และการสื่อสารความเสี่ยง
• การส่งเสริมนวัตกรรม: ผลักดันการวิจัยเพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลก
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ พนส. จำนวน 6 ท่าน ในสาขาต่างๆ ได้แก่ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม และ รศ.สมยศ ศรีสถิตย์ (สาขาวิทยาศาสตร์), รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ (สาขาวิศวกรรมศาสตร์), ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ (สาขาเกษตรศาสตร์), รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง (สาขานิติศาสตร์) และ ผศ.พญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ (สาขาแพทยศาสตร์) เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจตามแผนยุทธศาสตร์ต่อไป
