เปิดข้อกฎหมาย "เงินวัด" ใครดูแล แอบใช้ส่วนตัวมีโทษอาญาฐานยักยอกทรัพย์

เมื่อพูดถึง “เงินวัด” หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเงินที่วัดสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามดุลยพินิจของเจ้าอาวาส แต่ในความเป็นจริง

เงินวัดคืออะไร” ใครมีหน้าที่ดูแล และการนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัวมีความผิดอย่างไร

 

เมื่อพูดถึง “เงินวัด” หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเงินที่วัดสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามดุลยพินิจของเจ้าอาวาส แต่ในความเป็นจริง เงินที่อยู่ในความดูแลของวัดมีที่มาและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน และการนำเงินไปใช้จึงควรมีหลักเกณฑ์และตรวจสอบได้

 

เปิดข้อกฎหมาย เงินวัด ใครดูแล แอบใช้ส่วนตัวมีโทษอาญาฐานยักยอกทรัพย์

ที่มาจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เงินวัดคืออะไร

 

โดยทั่วไป เงินที่วัดได้รับอาจมาจากหลายช่องทาง เช่น เงินบริจาคจากพุทธศาสนิกชน เงินทำบุญ เงินจากกิจกรรมของวัด หรือรายได้จากทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับวัด

 

สิ่งสำคัญคือ เงินเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็น “เงินส่วนตัว” ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้มีหน้าที่บริหารหรือดูแลวัด

 

เงินของวัดจึงควรถูกนำไปใช้เพื่อกิจการของวัดและกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น การบำรุงรักษาศาสนสถาน การจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ค่าสาธารณูปโภค การศึกษาพระภิกษุสามเณร หรือภารกิจอื่นที่เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ของเงินนั้น

 

เงินวัด ใครดูแล แอบใช้ส่วนตัวมีโทษอาญาฐานยักยอกทรัพย์

ใครมีหน้าที่ดูแลเงินวัด

 

เจ้าอาวาสมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการวัด แต่การบริหารทรัพย์สินของวัดไม่ได้หมายความว่าเจ้าอาวาสสามารถถือเงินของวัดเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและนำไปใช้ได้ตามใจ

 

ในทางปฏิบัติ การเงินของวัดเกี่ยวข้องกับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านการเงินและบัญชี รวมถึงไวยาวัจกรหรือผู้จัดการศาสนสมบัติของวัดในส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

หลักสำคัญคือควรมีการจัดทำบัญชี มีหลักฐานการรับและจ่ายเงิน และสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายได้

 

แล้วถ้านำเงินวัดไปใช้ส่วนตัวล่ะ?

 

ประเด็นนี้ต้องพิจารณาจาก ข้อเท็จจริงและเจตนาเป็นกรณี ๆ ไป

 

การนำเงินของวัดไปใช้ในเรื่องส่วนตัวโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเงินไปใช้เพื่อกิจการของวัด แม้ผู้ที่นำเงินไปใช้จะเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลเงินก็ตาม

 

หากพฤติการณ์เข้าข่ายนำทรัพย์ของผู้อื่นหรือทรัพย์ที่อยู่ในความดูแลไปเป็นของตนเอง หรือมีการเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต ก็อาจมีประเด็นความรับผิดทางอาญาได้ ทั้งนี้จะเข้าข่ายความผิดฐานใด ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และสถานะของทรัพย์ในแต่ละกรณี

 

ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “เงินวัดนำไปใช้ไม่ได้ทุกกรณี” หรือ “เจ้าอาวาสใช้เงินวัดไม่ได้เลย” เพราะการใช้จ่ายเพื่อกิจการของวัดกับการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเป็นคนละประเด็นกัน

 

ถ้าสงสัยว่าเงินวัดถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทำอย่างไร?

 

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าเพิ่งสรุปว่ามีการทุจริตจากเพียงข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ควรตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงก่อน เช่น

 

  • เงินก้อนนั้นมาจากไหน
  • มีวัตถุประสงค์ในการบริจาคหรือไม่
  • ใครเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติหรือสั่งจ่าย
  • มีหลักฐานการเบิกจ่ายหรือไม่
  • เงินถูกนำไปใช้เพื่อกิจการของวัดหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  • มีการบันทึกบัญชีไว้อย่างไร
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีผลการตรวจสอบหรือมีการดำเนินคดีแล้วหรือไม่

 

หากพบความผิดปกติจริง ควรใช้ช่องทางร้องเรียนหรือกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แทนการกล่าวหาบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ

 

สรุป

 

เงินวัด” ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเงินส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลและต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

ส่วนการนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัวจะมีความผิดหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดของแต่ละกรณี ทั้งที่มาของเงิน ผู้มีหน้าที่ดูแล อำนาจในการใช้จ่าย เจตนา และพยานหลักฐาน หากมีพฤติการณ์เบียดบังหรือทุจริต ก็อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายได้

 

ดังนั้น เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับ “เงินวัด” สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงจำนวนเงิน แต่ควรดูด้วยว่า เงินมาจากไหน ใครมีอำนาจจัดการ ใช้ไปเพื่ออะไร และมีหลักฐานการใช้จ่ายอย่างไร เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการแยกแยะระหว่างการบริหารเงินของวัดกับการนำทรัพย์สินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

 

เปิดข้อกฎหมาย เงินวัด ใครดูแล แอบใช้ส่วนตัวมีโทษอาญาฐานยักยอกทรัพย์

 


แหล่งที่มา : กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564