- 12 ก.ย. 2569
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ช่วยเหลือเหยื่อหญิงสาวถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงให้กุเรื่องหลอกพ่อแม่ว่าได้ทุนเรียนต่ออเมริกา ก่อนบังคับโอนเงินกว่า 1.7 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการช่วยเหลือนักศึกษาถูกมิจฉาชีพหลอกมอบทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ บังคับให้โอนเงินสด 1 ล้านบาท อ้างเพื่อแสดงยอดเงินในบัญชี
เคสนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สส.2 บก.สส.ภ.1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จุฬาลงกรณ์, สภ.คลองหลวง และตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี ที่อยู่ในอาการหวาดกลัว ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หลังพบว่าเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) สภ.เมืองพิจิตร มาหลอกลวงผู้เสียหายว่า มีบุคคลนำสำเนาบัตรประชาชน และใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ระบุเป็นชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งที่สาขาพิจิตร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนจะออกกลอุบายว่า ได้มีการสอบปากคำผู้ต้องหารายหนึ่งที่เป็นคนนำสำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดบัญชี ได้ซัดทอดว่าผู้เสียหายเป็นคนขายสำเนาบัตรประชาชนให้เนื่องจากขัดสนทางการเงิน และยินยอมให้ไปเปิดบัญชีม้า แลกกับค่าตอบแทน 10-20% แต่ในคราวแรกนั้นผู้เสียหายยังไม่ปักใจเชื่อ
จนกระทั่งได้รับสายโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกสายที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์สำนักงานใหญ่ แจ้งว่า มีบุคคลนำเลขประจำตัวบัตรประชาชนของตนไปซื้อซิมโทรศัพท์ที่ร้านแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร แต่ผู้เสียหายก็ยังไม่เชื่อ และยืนยันว่าไม่เคยเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ไหน มิจฉาชีพจึงออกอุบายว่าหากไม่ใช่ ให้รีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจโทรศัพท์กลับไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ปลอม) รายเดิม ที่เคยคุยโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ จากนั้นมิจฉาชีพจึงใช้กลลวงรูปแบบเดิม ด้วยการให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยการโอนเงิน 1 ล้านบาทเข้าบัญชีตามคำสั่ง แต่เนื่องจากผู้เสียหายไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว มิจฉาชีพจึงสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายไปหลอกขอเงินจากผู้ปกครอง โดยให้อ้างว่า ได้รับทุนการศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องนำเงินจำนวน 1 ล้านบาทฝากไว้ที่บัญชีธนาคาร เพื่อตรวจสอบและยืนยันสถานะทางการเงิน โดยคนร้ายอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนเท่านั้นและจะคืนเงินให้หากพบว่าผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และขอเงินจากพ่อ 1 ล้านบาทให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้เสียหาย
แต่ระหว่างนั้น มิจฉาชีพสั่งให้เหยื่อตัดขาดการติดต่อจากบุคคลรอบข้าง ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวเด็ดขาด โดยให้ไปหาสถานที่อยู่เพียงลำพัง เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จ ด้านผู้เสียหายจึงออกจากบ้านไปเช่าห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากบ้าน และในช่วงเวลา 16.04 น. ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 1 ล้านบาทไปยังบัญชีของเครือข่ายมิจฉาชีพ ต่อมามิจฉาชีพได้เปลี่ยนการติดต่อกับผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” และให้ผู้เสียหายโอนเงินให้เพื่อให้อีก 5 ครั้ง ต่อเนื่องวันที่ 7-8 ก.ย.69 เป็นจำนวนเงินดังนี้ 9,806 บาท, 590,000 บาท, 16,000 บาท, 4,830.83 บาท และ 162,831.57 บาท ตามลำดับ โดยเงินส่วนทั้งหมดนี้เป็นเงินส่วนตัวของผู้เสียหาย และหยิบยืมจากญาติ รวมผู้เสียหายสูญเงินจากการโอนให้มิจฉาชีพ 6 ครั้ง เป็นจำนวน 1,783,468.50 บาท
จากการสอบถาม พ่อของผู้เสียหาย ให้การว่า ภายหลังที่โอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้เสียหาย (ลูกสาว) แล้ว เกิดสงสัยว่า บริษัทที่มอบทุนให้กับผู้เสียหายมีจริงหรือไม่ จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าพบบริษัทดังกล่าวมีอยู่จริง แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดการบริษัทไม่ตรงกันกับที่ผู้เสียหายแจ้ง เนื่องจากข้อมูลที่พบในอินเทอร์เน็ต บริษัทดังกล่าวมีผู้จัดการเป็นผู้หญิง แต่ผู้เสียหายอ้างว่า ผู้จัดการบริษัทเป็นผู้ชาย จึงทักท้วงและชี้แจงจุดน่าสงสัยเพื่อให้ผู้เสียหายระมัดระวังก่อนดำเนินการใดๆ แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อและออกจากบ้านไป กระทั่งขาดการติดต่อกับที่บ้านไปเลย ทำให้พ่อของผู้เสียหายเชื่อว่า ลูกสาวถูกมิจฉาชีพหลอกลวง จึงเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยอายัดบัญชีและติดตามตัวผู้เสียหาย
ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานและสืบสวนกระทั่งทราบว่าพักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าช่วยเหลือ ซึ่งขณะนั้น ผู้เสียหายอยู่ในอาการหวาดกลัว พูดจาวกวน และตรวจพบภายในห้อง มีธนบัตรเก่าและเหรียญซึ่งเป็นของสะสมของผู้เป็นพ่ออยู่จำนวนหนึ่ง และทองคำ 3 รายการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ ที่ สภ.คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยไปยังผู้ปกครองและนักศึกษาให้ระวังแก๊งมิจฉาชีพที่มักจะนำเรื่องอนาคต การศึกษาต่อ หรือทุนการศึกษามาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลวงตาเพื่อข่มขู่หรือหลอกให้โอนเงิน ขอให้ตรวจสอบข้อมูลกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทุกครั้ง
โดยเฉพาะน้องๆ นักศึกษา ขอเตือนว่า อย่าหลงเชื่อพฤติกรรมของมิจฉาชีพในลักษณะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจ, ปปง. และ DSI โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหา, ไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับ และหมายเรียกต่างๆ ทางไลน์เด็ดขาด, ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือขอข้อมูลหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้โอนเงิน หรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมไปถึงการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น หากพบพฤติกรรมในลักษณะข้างต้น ถือว่าเป็นมิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังรวมไปถึง บุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์หรือสถาบันการเงิน และธนาคารต่างๆ ที่ระบุว่าเบอร์โทรศัพท์ หรือบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายในลักษณะนี้ และไม่แน่ใจ ขอให้ทำการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณ
พร้อมทั้งฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตบุตรหลานของท่าน ว่ามีพฤติกรรมแปลกไป พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวจากที่บ้านหรือไม่ และหากพบว่าบุตรหลานมีการขอให้ท่านโอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกันการขอทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศ ขอให้ท่านตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนฯ ที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และหากยังไม่มั่นใจว่ามีขบวนการสแกมเมอร์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ ขอให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน ศูนย์ AOC 1441 ทันที
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
