เปิดปม 2 พี่น้องเผาร่างน้องในสวนยาง อ้างป่วย-ไม่มีเงินจัดงานศพ

คืบหน้าคดีพบร่างชายถูกเผาในสวนยางท้ายหมู่บ้านที่ จ.เลย สองพี่น้องให้การว่า ผู้เสียชีวิตเป็นน้องชายที่ป่วยและเสียชีวิตเอง

จากกรณีเมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 กันยายน 2569 พ.ต.ท.คมสัน ปัดถม สว.สส.สภ.นาด้วง จ.เลย พร้อมแพทย์ เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสวนยางภูหัวถนน ท้ายหมู่บ้านหนองเป็ดก่า หมู่ 16 ต.นาดอกคำ อ.นาด้วง จ.เลย หลังได้รับแจ้งพบร่างนายสมควร (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ถูกเผาในสวนยาง โดยมีนายสมัย (สงวนนามสกุล) อายุ 67 ปี และนายปัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี พี่ชาย เป็นผู้เกี่ยวข้องในการนำร่างไปเผา

ภายหลังพนักงานสอบสวนสอบปากคำสองพี่น้อง เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหานายสมัยในข้อหาแจ้งความเท็จ ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดเลยในช่วงเช้าวันที่ 14 กันยายน 2569 ส่วนนายปัญญาได้รับการปล่อยตัว ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบว่านายปัญญาและนายสมัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายสมควรหรือไม่

เปิดปม 2 พี่น้องเผาร่างน้องในสวนยาง อ้างป่วย-ไม่มีเงินจัดงานศพ

ต่อมาเวลา 10.00 น. วันที่ 14 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำทาง พบว่าเป็นสวนยางของชาวบ้าน อยู่ห่างจากหมู่บ้านเกือบ 2 กิโลเมตร

จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านหนองเป็ดก่า พบเป็นบ้านไม้โบราณ 2 ชั้น ใต้ถุนสูง โดยมีพี่น้องชาย 3 คนอาศัยอยู่ด้วยกัน ได้แก่ นายสมัย พี่ชายคนโต ซึ่งถูกดำเนินคดีและนำตัวไปฝากขังแล้ว นายปัญญา หรือลุงอึ่ง พี่ชายคนกลาง และนายสมควร ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็ก

นายปัญญา เปิดเผยว่า ทั้ง 3 คนเป็นผู้ป่วยทางจิต และอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วน นายสมควร ผู้เสียชีวิตยังป่วยเป็นโรคตับและเดินไม่ได้มาหลายวัน

ก่อนเกิดเหตุ นายสมควรมีอาการตัวเย็นและนอนตัวแข็ง เมื่อเห็นว่าน้องชายเสียชีวิต จึงไปบอกนายสมัย จากนั้นทั้งสองคนพูดคุยกันและตัดสินใจนำร่างไปเผา เนื่องจากคิดว่าไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจัดงานศพ

นายปัญญา ระบุว่า ทั้งสองคนนำร่างนายสมควรใส่รถเข็นออกจากบ้านในช่วงประมาณเที่ยงคืน ก่อนเข็นขึ้นไปบนภูเขาและนำไปเผาในสวนยางของชาวบ้าน โดยใช้ยางล้อรถจักรยานยนต์เป็นเชื้อเพลิงจำนวน 2 เส้น ทั้งนี้ไม่ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หรือ อสม. เนื่องจากคิดว่าหลังจากน้องชายเสียชีวิตแล้ว ไม่มีเงินจัดงานศพ และยืนยันว่าไม่มีเจตนาอื่น

ด้านนางบุษบา รามศิริ อายุ 54 ปี อสม.ประจำหมู่บ้านและเพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ปกติพี่น้องทั้ง 3 คนอาศัยอยู่ด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้เมื่อภรรยาของนายปัญญาเสียชีวิต ครอบครัวได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชน จนชาวบ้านและหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยจัดงานศพให้ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน

นอกจากนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา มารดาของนายปัญญาเสียชีวิต ทางผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ และชาวบ้าน ก็ร่วมกันจัดพิธีศพตามหลักศาสนาคริสต์จนเสร็จสิ้น พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวจำนวน 14,500 บาท

เปิดปม 2 พี่น้องเผาร่างน้องในสวนยาง อ้างป่วย-ไม่มีเงินจัดงานศพ

นางบุษบา เล่าต่อว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนเดินทางไปที่บ้านเพื่อแจ้งนายสมควรให้ไปรับเบี้ยความพิการจำนวน 800 บาท แต่ขณะนั้นนายสมัยตะโกนออกมาจากในบ้านว่าไม่ไป เพราะนายสมควรป่วยและเดินไม่ได้ ตนจึงไม่ได้เข้าไปในบ้าน เนื่องจากมีสุนัข 2 ตัวที่ค่อนข้างดุ

กระทั่งวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ตนได้ชวนผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านไปสอบถามเรื่องการไปรับเงิน แต่กลับไม่พบตัวนายสมควร จึงช่วยกันออกตามหา จนกระทั่งชาวบ้านพบร่างมนุษย์ถูกเผาในสวนยางบนภูเขา

นางบุษบา กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกติดใจว่า หากนายสมควรเสียชีวิตจากอาการป่วย เหตุใดพี่ชายจึงไม่แจ้งผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ แต่กลับนำร่างไปเผาเอง อีกทั้งครอบครัวนับถือศาสนาคริสต์ และก่อนหน้านี้เมื่อภรรยาและมารดาเสียชีวิตก็มีการแจ้งชุมชนและจัดพิธีตามปกติ

ขณะที่นายจับ แก้วกันหา อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า เมื่อครั้งภรรยาและมารดาของนายปัญญาเสียชีวิต ผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเข้าไปช่วยเหลือจัดงานศพมาโดยตลอด ชุมชนแห่งนี้ดูแลช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี แม้แต่บ้านของครอบครัวดังกล่าวก็เคยช่วยกันปรับปรุง

ส่วนกรณีที่นายปัญญาอ้างว่า นายสมัยเป็นผู้คิดนำร่างน้องชายไปเผาเพราะไม่มีเงินจัดงานศพนั้น ผู้ใหญ่บ้านมองว่าไม่น่าเป็นเหตุผลที่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตก็สามารถแจ้งผู้นำชุมชนเพื่อขอความช่วยเหลือได้

เปิดปม 2 พี่น้องเผาร่างน้องในสวนยาง อ้างป่วย-ไม่มีเงินจัดงานศพ

นายจับ กล่าวอีกว่า ครอบครัวดังกล่าวได้รับเบี้ยความพิการคนละ 800 บาททั้ง 3 คน และพี่ชาย 2 คนยังได้รับเบี้ยผู้สูงอายุคนละ 600 บาท นอกจากนี้นายสมัยยังรับจ้างตัดอ้อย จึงมองว่าหากมีการแจ้งชุมชนก็น่าจะสามารถขอความช่วยเหลือในการจัดงานศพได้ ไม่ควรนำร่างไปเผาในสวนยางโดยไม่แจ้งใคร

สำหรับคดีดังกล่าว ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านได้ช่วยกันออกตามหานายสมควรอยู่หลายวัน โดยก่อนหน้านี้นายสมัยให้ข้อมูลกับตำรวจว่าน้องชายหายตัวไปหลังวันที่ 11 กันยายน กระทั่งเจ้าหน้าที่พบพิรุธและสอบสวนเพิ่มเติม จนนำไปสู่การเปิดเผยว่า พี่ชายทั้งสองคนนำร่างนายสมควรไปเผาในสวนยาง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต รวมถึงตรวจสอบว่าการเสียชีวิตเกิดจากอาการป่วยตามที่นายปัญญากล่าวอ้าง หรือมีสาเหตุอื่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้นำชิ้นส่วนกระดูกที่พบในจุดเกิดเหตุไปตรวจพิสูจน์ เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดีต่อไป