- 15 ก.ย. 2569
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ผนึกกรมปศุสัตว์ ลุยสกัด “สารเร่งเนื้อแดง” นาน 8 เดือน แกะรอยครบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พบสารต้องห้ามในโคกว่า 967 ตัว
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ผนึกกำลังกรมปศุสัตว์ สกัดสารเร่งเนื้อแดง ต่อเนื่อง 8 เดือนพบสารเร่งเนื้อแดงทุกขั้นตอนในโคกว่า 967 ตัว อายัดของกลางกว่า 32 ล้านบาท ขณะที่เงินสะพัดกว่า 80 ล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปคบ. นำโดย พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ., ร.ต.อ.กีรติ ถานโอภาส รอง สว.กก.2 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปคบ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์สกัดสารเร่งเนื้อแดง ต่อเนื่อง 8 เดือนพบสารเร่งเนื้อแดงทุกขั้นตอนในโคกว่า 967 ตัว อายัดของกลางกว่า 32 ล้านบาท ขณะที่เงินสะพัดกว่า 80 ล้านบาท
พฤติการณ์แห่งคดี ปัญหาสารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ เช่น ยาซัลบูตามอล เป็นภัยที่อาจส่งต่อจากอาหารสัตว์ไปสู่โค และตกค้างในเนื้อที่ประชาชนนำไปบริโภค ผู้ลักลอบใช้สารดังกล่าวมุ่งเร่งการสร้างกล้ามเนื้อและลดชั้นไขมันของโคขุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการค้า บก.ปคบ. และกรมปศุสัตว์จึงเปิดปฏิบัติการเชิงรุก “ตัดวงจรสารเร่งเนื้อแดง” ตรวจสอบเชื่อมโยงตั้งแต่ร้านจำหน่ายเนื้อ ฟาร์มโค สถานที่ผลิตอาหารสัตว์ ไปจนถึงผู้จัดหาสารเคมีต้นทาง
ปฏิบัติการนี้ดำเนินต่อเนื่องตลอดห้วง 8 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่รวม 16 จุด ใน 5 จังหวัด เก็บตัวอย่างทั้งจากเนื้อสัตว์ ปัสสาวะโค และอาหารสัตว์ต้องสงสัยเพื่อนำผลตรวจมาประกอบกัน และแกะรอยเส้นทางการกระจายสารเร่งเนื้อแดง
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ร่วมกับกรมปศุสัตว์ เข้าตรวจสอบร้านขายเนื้อโคภายในตลาดใหญ่ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ผลตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ จึงยึดไว้เป็นของกลางและติดตามย้อนกลับไปยังฟาร์มต้นทาง
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ขยายผลเข้าตรวจสอบฟาร์มโคในพื้นที่ จ.สระบุรี พบโคเนื้อ 21 ตัว ผลสุ่มตรวจปัสสาวะพบสารเร่งเนื้อแดง จึงอายัดโคไว้
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นฟาร์มโคเนื้อในพื้นที่ตำบลงิ้วงาม จ.สระบุรี พบโคเนื้อ 257 ตัว ผลสุ่มตรวจปัสสาวะพบสารเร่งเนื้อแดง พร้อมพบอาหารสัตว์และพรีมิกซ์ต้องสงสัย จึงอายัดไว้เป็นของกลาง
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อหยุดการกระจายอาหารสัตว์ที่อาจมีส่วนผสมของสารเร่งเนื้อแดง พบอาหารสัตว์ต้องสงสัย 220 กระสอบ จึงอายัดไว้ตรวจสอบ
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานที่ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์รายใหญ่ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี 2 จุด พบอาหารสัตว์ วัตถุดิบ และเครื่องจักรผลิตอาหารสัตว์จำนวนมาก พร้อมโคเนื้อ 100 ตัว ผลตรวจปัสสาวะโคพบสารเร่งเนื้อแดง จึงอายัดสิ่งที่เกี่ยวข้องไว้เป็นของกลาง
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ปูพรมตรวจค้นพร้อมกัน 7 จุด ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.สุพรรณบุรี พบทั้งสถานที่ผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มโคเนื้อ โดยส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ พบโคเนื้อรวมหลายร้อยตัว ตลอดจนวัตถุดิบและเครื่องจักร ผลตรวจปัสสาวะจากโคที่สุ่มตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงทั้งหมด
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ร่วมกันเข้าตรวจสถานที่ผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ตรวจพบอาหารสัตว์ไม่มีเลขทะเบียน จึงได้เก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ตรวจพิสูจน์ ผลตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงในอาหารสัตว์ดังกล่าว
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มโคเนื้อในพื้นที่ จ.เพชรบุรี 2 จุด พบอาหารสัตว์ไม่มีเลขทะเบียน จึงอายัดไว้ตรวจสอบ
ผลจากการตรวจทั้ง 16 จุด ใน 5 จังหวัด ทำให้เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงของการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ในหลายพื้นที่ พยานหลักฐานจากเนื้อสัตว์ ปัสสาวะโค อาหารสัตว์ พรีมิกซ์ สถานที่ผลิต และเส้นทางการจำหน่าย ถูกนำมาวิเคราะห์ต่อเนื่องเพื่อค้นหาบุคคลสำคัญที่นำสารเร่งเนื้อแดงไปจำหน่ายให้ฟาร์มและสถานที่ผลิตอาหารสัตว์ เมื่อพยานหลักฐานเพียงพอ พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. จึงขอศาลออกหมายจับบุคคลดังกล่าว
วันที่ 4 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปคบ. เข้าจับกุม นายเอก (นามสมมุติ) บุคคลดังกล่าว ที่บ้านพักตามหมายจับของศาล พร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินเข้า–ออกบัญชีรวม 80,289,292 บาท โดยอยู่ในระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดและขยายผล ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ตลอดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่พบโคเนื้อในฟาร์มที่เกี่ยวข้องรวม 967 ตัว พร้อมอาหารสัตว์ วัตถุดิบ และอุปกรณ์การผลิต คิดเป็นมูลค่ารวม 32,366,240 บาท การสกัดกั้นครั้งนี้ช่วยหยุดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ก่อนโคและเนื้อที่เกี่ยวข้องจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของประชาชน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงสืบสวนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง เส้นทางการจำหน่าย และเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงเพื่อดำเนินการให้ถึงที่สุด
จากการตรวจสอบในแต่ละจุด เจ้าหน้าที่พบลักษณะการกระทำความผิดแตกต่างกันไปตามพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง โดยมีฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องหาที่จับกุมตามหมายจับในครั้งนี้ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นยาอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามรายละเอียดข้อ 4 และ 5
1.ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ตามมาตรา 56(4) ประกอบมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.ขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามมาตรา 56 (4) และมาตรา 86 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4.ใช้วัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 (4) มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ พ.ศ. 2558 ข้อ 4 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ. 2559 ข้อที่ 3 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
5.ขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นประเภทยาอันตราย (ยาซัลบูตามอลซึ่งเป็นยาจำพวกแอดรีเนอร์จิค) โดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 4, มาตรา 12, มาตรา 101 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาอันตราย ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 16 กันยายน 2554 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
อย่างไรก็ตาม สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ เช่น ยาซัลบูตามอล เป็นยาอันตรายและเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด เพราะอาจตกค้างในเนื้อสัตว์และกระทบผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งมีสารตกค้างอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ มือสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ และหากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ขอเตือนผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ ห้ามนำสารเร่งเนื้อแดงหรือสารเคมีต้องห้ามผสมในอาหารสัตว์โดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญาและอาจได้รับโทษทั้งจำคุกและปรับ สำหรับประชาชน ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และมีเครื่องหมายรับรอง “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์ หากพบเบาะแสการลักลอบใช้หรือจำหน่ายสารเร่งเนื้อแดง แจ้งสายด่วน บก.ปคบ. โทร. 1135 หรือเพจเฟซบุ๊กกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ. โทร. 062-3935995
