- 23 ก.ย. 2569
ชาวบ้านผวา! เขื่อนริมเจ้าพระยา จ.อ่างทอง ทรุดเป็นหลุมยักษ์ลึกกว่า 3 เมตร ดูดม้าหินจมก้นหลุม ไร้คนเจ็บ หลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับระบายพุ่ง 1,750 ลบ.ม. ปภ. เตือนเร่งยกของขึ้นที่สูง
อ่างทอง (23 กันยายน 2569) - ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหมู่ที่ 6 ตำบลโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดเหตุเขื่อนกั้นตลิ่งพังริมแม่น้ำเจ้าพระยาทรุดตัวอย่างรุนแรง กลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ทรงวงกลมกว้างและมีความลึกกว่า 3 เมตร บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างการก่อสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพังตัวเก่าและตัวใหม่ โดยจากการสำรวจพบว่ามวลดินและทรายใต้โครงสร้างทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน ทำให้ชุดโต๊ะม้าหินอ่อนที่ตั้งอยู่ริมตลิ่งตกลงไปกองอยู่ก้นหลุม เคราะห์ดีขณะเกิดเหตุไม่มีประชาชนหรือสุนัขในพื้นที่สัญจรผ่านหรือนั่งพักผ่อนอยู่บริเวณดังกล่าว จึงไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายถึงชีวิต
จากการสอบถาม นายเสนาะ อายุ 90 ปี ชาวบ้านผู้พบเห็นเหตุการณ์คนแรก เล่าว่า จุดดังกล่าวมักจะมีชาวบ้านในชุมชนมารวมตัวนั่งคุยพักผ่อนรับลมริมน้ำทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็นเป็นประจำทุกวัน แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนเดินผ่านจุดดังกล่าวกลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าดินริมตลิ่งทรุดตัวกลายเป็นหลุมยักษ์ลึก และเห็นโต๊ะม้าหินอ่อนตกลงไปอยู่ก้นหลุมแล้ว จึงรีบวิ่งไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ทราบเรื่อง เพื่อประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและนำแนวจัดกั้นมาปิดกั้นพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นการด่วน
ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านตัวจังหวัดอ่างทอง ปริมาณน้ำยังคงยกระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและน่าเป็นห่วง เนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้ประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน จากเดิมอัตรา 1,620 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นไปสู่ระดับ 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทยอยปรับขึ้นชั่วโมงละประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของเมื่อวานนี้ สืบเนื่องจากอิทธิพลฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มวลน้ำไหลลงสู่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก ทางจังหวัดอ่างทองจึงออกประกาศเตือนภัยขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ให้เร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายยานพาหนะไปไว้ในที่ปลอดภัย และจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็กอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
