- 23 ก.ย. 2569
จับแล้ว พ่อแท้ๆ เสพยาล่วงละเมิดลูกสาวตั้งแต่อายุ 11 ปี นาน 3 ปีจนถึงอายุ 14 ไม่ทนร้อง “ปวีณา” ประสานตำรวจรวบคาบ้าน
วันที่ 23 ก.ย. 2569 มีความคืบหน้ากรณีสุดสะเทือนใจ หลัง ด.ญ.วัย 14 ปี ร้องไห้โทรศัพท์ไปหาแม่ ขอให้ช่วยเหลือ หลังถูกพ่อแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศมาตั้งแต่อายุ 11 ปี และถูกข่มขู่ไม่ให้บอกใคร โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา
นางแดง (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ ซึ่งมีฐานะยากจนและพักอาศัยอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเดินทางเข้าร้องทุกข์กับ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อขอความช่วยเหลือให้ลูกสาวซึ่งยังอยู่กับพ่อที่ จ.อุบลราชธานี
หลังรับเรื่อง นางปวีณาได้ประสาน พ.ต.อ.รักพงษ์ บัวเทียน ผกก.สภ.กุดข้าวปุ้น ทันที พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ นำรถตู้ไปรับแม่เดินทางจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไป จ.อุบลราชธานี เพื่อแจ้งความกับตำรวจ ขณะเดียวกันยังประสาน นายนุศาสตร์ ซาเสน หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี ให้ร่วมเดินทางมาที่ สภ.กุดข้าวปุ้น เพื่อร่วมช่วยเหลือเด็กหญิง
สืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ย. 2569 นางแดง (นามสมมุติ) เดินทางจาก จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล โดยเล่าว่า ในช่วงเช้าวันดังกล่าวได้รับข่าวร้ายจาก ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) ลูกสาววัย 14 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับ นายดำ (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี อดีตสามีของตนที่ จ.อุบลราชธานี
ลูกสาวโทรศัพท์มาหาทั้งน้ำตาและบอกแม่ว่า ถูกพ่อแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้แม่รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยลูกสาวยังเล่าให้ฟังว่า พ่อมีพฤติกรรมเสพยาเสพติดอย่างหนัก และเริ่มลวนลามตั้งแต่ตอนอายุ 11 ปี ขณะเรียนอยู่ชั้น ป.5 ก่อนจะถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่อายุ 12 ปี และเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน
เด็กหญิงเล่าว่า เหตุการณ์มักเกิดขึ้นหลังกลับจากโรงเรียน รวมถึงในช่วงกลางคืนที่พ่อบังคับให้ไปนอนด้วย โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาเด็กหญิงต้องทนอยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะพ่อข่มขู่ห้ามนำเรื่องไปบอกใคร และขู่ว่าหากพูดเรื่องนี้จะไม่ให้เงินไปโรงเรียน เด็กหญิงกลัวว่าจะไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่กล้าบอกใคร กระทั่งทนไม่ไหวและตัดสินใจแอบโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือจากแม่
นางแดงเล่าเพิ่มเติมว่า ตนกับนายดำแยกทางกันตั้งแต่ลูกสาวยังเล็ก โดยนายดำไม่ยอมให้ลูกสาวอยู่กับแม่ และพาลูกไปอยู่กับพ่อของนายดำ หรือให้ย่าช่วยเลี้ยงดูที่ จ.อุบลราชธานี ขณะที่ตนเองอาศัยอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
นายดำยังมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนเคยถูกจับและจำคุกนาน 8 ปี ระหว่างนั้นญาติเป็นผู้ช่วยเลี้ยงดูลูกสาว กระทั่งปี 2565 นายดำพ้นโทษออกมา และรับลูกสาวจากญาติไปเลี้ยงดูเอง พร้อมทั้งกีดกันไม่ให้แม่เดินทางไปพบลูกสาว
กระทั่งวันที่ 22 ก.ย. 2569 ลูกสาวแอบโทรศัพท์มาหาแม่ ทำให้แม่ทราบเรื่องทั้งหมด ขณะนั้นลูกสาวยังอยู่ที่บ้านใน จ.อุบลราชธานี
แม่ระบุว่า ไม่กล้าเดินทางไปรับลูกสาวด้วยตัวเอง เพราะกลัวว่าจะถูกนายดำทำร้าย และต้องการดำเนินคดีกับนายดำให้ถึงที่สุด หลังจากก่อเหตุกับลูกสาวแท้ๆ จึงขอให้มูลนิธิปวีณาฯ เข้าช่วยเหลือ
ล่าสุดวันที่ 23 ก.ย. 2569 เวลา 12.00 น. นางปวีณาได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.รักพงษ์ บัวเทียน ผกก.สภ.กุดข้าวปุ้น ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวนายดำ พ่อแท้ๆ ของเด็กหญิง ที่บ้านพัก ก่อนนำตัวมาตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ และเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี ได้เดินทางไปที่โรงเรียนเพื่อรับตัว ด.ญ.เอ ผู้เสียหาย โดยขณะนี้เด็กหญิงอยู่ในความดูแลและปลอดภัยแล้ว
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งตัวเด็กหญิงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำโดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนคุ้มครองเด็ก
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหานายดำ ในความผิดฐาน เสพยาบ้า และข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานฯ โดยเตรียมนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 24 ก.ย. 2569
“ปวีณา” ประสานช่วยเหลือแม่ลูก เตรียมย้ายโรงเรียน
นางปวีณากล่าวขอบคุณ พ.ต.อ.รักพงษ์ บัวเทียน ผกก.สภ.กุดข้าวปุ้น และนายนุศาสตร์ ซาเสน หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี ที่เข้าช่วยเหลือและดำเนินการอย่างรวดเร็ว
หลังจากนี้ มูลนิธิปวีณาฯ จะประสานกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับเงินเยียวยาตามสิทธิ พร้อมเข้าสู่กระบวนการสอบสหวิชาชีพ
เบื้องต้นจะฝากเด็กหญิงไว้ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อความปลอดภัยและดูแลสภาพจิตใจในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการสอบสวนและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องแล้ว มูลนิธิปวีณาฯ จะรับตัวแม่และลูกสาวกลับมา พร้อมประสานกระทรวงศึกษาธิการเพื่อช่วยเหลือเรื่องการย้ายโรงเรียนของเด็กหญิง ให้สามารถกลับมาเรียนและใช้ชีวิตอยู่กับแม่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ มูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามการช่วยเหลือสองแม่ลูกผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต่อไป
