- 28 ก.ย. 2569
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อธิบายปัจจัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ อ่านจบเรียกได้ว่า เข้าใจง่าย และ เห็นภาพเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
"ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
ภาพที่เพื่อนธรณ์เห็นอยู่นี้อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของน้ำท่วม/รอการระบาย จึงอยากอธิบายให้ทราบ
เป็นกราฟจากสถานีชลมาตรของคณะประมง/สสน.ที่อ่าวไทยตอนใน วิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์
กราฟเข้าใจไม่ยากครับ แกนนอนคือช่วงเวลา แกนตั้งคือระดับน้ำที่แตกต่างจากน้ำขึ้นน้ำลงปรกติ
อธิบายเพิ่มอีกนิด ตารางน้ำขึ้นน้ำลงของกรมอุทกศาสตร์ที่ใช้กันทั่วไป มันเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า
เมื่อน้ำขึ้นน้ำลงของจริง มันมีความแตกต่างที่เกิดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม ณ เวลานั้น
ปรกติก็ต่างไม่มากครับ ลองดูกราฟจากวันที่ 22-24 จะเห็นว่า บวกลบ 20 เซนติเมตร
ความต่างแท้จริงเกิดเมื่อเริ่มเข้าวันที่ 25 หรือวันศุกร์ที่ฝนเริ่มแช่ มีหย่อมความกดอากาศเข้ามาที่กรุงเทพ/ใกล้เคียง
น้ำเริ่มขึ้นสูงผิดปรกติ แถมยังถี่มาก แสดงว่ามีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็คงเป็นสภาพอากาศ
คำว่า “สตอร์มเซิร์จ“ หมายถึงระดับน้ำที่สูงผิดปรกติ เนื่องจากแรงลมพายุและความกดอากาศต่ำ
ครั้งนี้ไม่ใช่พายุจากทะเล แม้บางช่วงอาจมีลมแรง
แต่ที่น่าสังเกตคือหย่อมความกดอากาศต่ำเหนือกรุงเทพ จะมีผลให้น้ำทะเลสูงผิดปรกติหรือไม่ ?
หากดูจากกราฟที่ปั่นป่วน ก็คงต้องบอกว่าใช่
ระดับน้ำสูงขึ้นผิดปรกติในเวลานั้น ในช่วงพีคอาจขึ้นสูงเกิน 80 เซนติเมตร
เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าปรกติขนาดนั้น การระบายน้ำท่วมออกทะเลย่อมเป็นไปได้ยาก
ขณะเดียวกัน ฝนกระหน่ำลงมาต่อเนื่อง เพิ่มปริมาณน้ำสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำท่วมหนัก
เมื่อหย่อมความกดอากาศหายไปจากบริเวณนี้ ระดับน้ำทะเลกลับมาปรกติ การระบายน้ำอาจเร็วขึ้น
ยังรวมถึงฝนเลิกแช่ แต่พัดผ่านมาแล้วผ่านไป กลับกลายเป็นเมฆฝนธรรมดา ไม่ตกต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่างฝนตกหนักกับน้ำขึ้นสูงผิดปรกติ จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมแล้วระบายไม่ได้
ต้องเน้นย้ำเพื่อนธรณ์ว่า เรื่องที่เล่าจบไป เป็นเรื่องใหม่ ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าใช่แน่ แต่มีความเป็นไปได้สูง
แล้วมันมีประโยชน์อะไร ?
มันบอกว่าปรากฏการณ์ในอ่าวไทยตอนในกับน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพเกี่ยวข้องกันในมุมที่เราอาจคิดไม่ถึงมาก่อน
ยังหมายถึงว่าเราต้องรู้จักอ่าวไทยตอนในให้มากกว่านี้ มีการศึกษาวิจัย ติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล/เรียนรู้ให้มากขึ้น
เพื่อนำผลที่ได้ไปช่วยวางแผนรับมือ ช่วยการระบายน้ำฝนในจังหวะที่เหมาะสม เช่น ก่อนจะเกิดความผิดปรกติ
โดยเฉพาะในยุคโลกร้อนที่ทุกอย่างแปรปรวนไปหมด การ “รู้จัก” ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ย่อมเกิดประโยชน์ใหญ่หลวง
และช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดกับพวกเราในอนาคตครับ
ขอบคุณ - Tanuspong Pokavanich
