- 07 ต.ค. 2569
ขนลุกเลย ลูกชายป้าแมว เผยแผนบริหารต่อ หลังผู้เป็นแม่บอกจะยกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ให้สืบทอด
จากกรณีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยใช้เวลาตรวจสอบเกือบ 4 ชั่วโมง ก่อนที่ “ป้าแมว” เจ้าของศูนย์ จะออกมาเปิดเผยว่าเตรียมวางมือจากการบริหาร และส่งต่อหน้าที่ให้ “เจ” ลูกชายเข้ามาดูแลศูนย์อย่างเต็มตัว
ล่าสุด เจ ลูกชายของป้าแมว เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารและการปรับปรุงศูนย์ว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ (The University of Auckland) ประเทศนิวซีแลนด์ ในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และต้องการชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและนวัตกรรมภายในศูนย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์ลักษณะเป็นเตียงครอบหรือกรง ซึ่งมีการนำมาใช้เพื่อดูแลและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย
เจยอมรับว่า การนำอุปกรณ์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้จริงเป็นการออกแบบโดยตนเอง โดยในมุมมองทางการแพทย์ยึดหลักการทำงานตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ แต่พร้อมน้อมรับทั้งข้อผิดพลาดและความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น
พร้อมยอมรับว่า ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความบกพร่องในการประเมินตัวผู้ป่วย รวมถึงการเก็บข้อมูลเวชระเบียน โดยหลังจากผู้ป่วยรายดังกล่าวออกจากศูนย์ ทางศูนย์ได้จัดทำรายงานและประชุมกันอย่างจริงจัง ก่อนจะมีการเปลี่ยนนโยบายการรับผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว
เจยืนยันว่า หลังจากนี้จะไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก และพร้อมน้อมรับคำแนะนำจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ รวมถึงความคิดเห็นจากสังคม เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินงานของศูนย์
โดยเจ้าตัวระบุว่า เข้าใจมากขึ้นว่า แม้จุดประสงค์ของอุปกรณ์ลักษณะกรงจะเป็นการป้องกันอันตราย แต่รูปลักษณ์ของอุปกรณ์ที่อาจส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ป่วย รวมถึงความสบายใจและความมั่นใจของญาติ ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน
จากนี้จึงจะนำประเด็นดังกล่าวไปเป็นโจทย์ในการพัฒนา เพื่อหาวิธีแบ่งพื้นที่ภายในศูนย์ให้มีความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและดูดีมากขึ้น
นอกจากนี้ ทางศูนย์เตรียมจัดทำประชาสัมพันธ์และชี้แจงแนวทางการปรับปรุงให้สังคมได้รับทราบอีกครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในศูนย์อย่างแน่นอนภายในระยะเวลา 1-2 เดือน
ส่วนผลกระทบหลังเกิดกระแสข่าว เจเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา มีญาติเข้ามาติดต่อขอรับผู้ป่วยกลับไปแล้วจำนวน 5 ราย ในจำนวนนี้ 3 รายเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยญาติบางส่วนเดินทางมารับในช่วงดึก เนื่องจากเกรงว่าจะพบรถของบุคคลอื่นและไม่มีที่จอดรถ
เจระบุว่า เคารพการตัดสินใจของญาติทุกคน ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสข่าว หรือความมั่นใจที่ลดลงหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทางศูนย์ยังรู้สึกขอบคุณที่แม้ญาติจะตัดสินใจพาผู้ป่วยกลับ แต่หลายคนยังคงเอาใจช่วยศูนย์อยู่
เจกล่าวว่า เข้าใจสังคมว่าทำไมเรื่องดังกล่าวจึงถูกนำเสนอออกมาในทิศทางลบ และไม่มีอะไรที่จะไปโต้แย้ง พร้อมขอบคุณญาติและผู้ป่วยทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ออกจากศูนย์ไปแล้ว แต่ยังมีการแสดงความคิดเห็นว่าการเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ เจยอมรับว่า หากพูดถึงข้อดีของศูนย์ในช่วงเวลานี้อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการพูดเพื่อแก้สถานการณ์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากนี้คือ การปรับปรุงการดูแลให้มีผู้ป่วยที่สามารถฟื้นฟูและกลับไปใช้ชีวิตได้สำเร็จมากขึ้น โดยไม่ได้ทำเพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยอย่างเต็มที่
