เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ เริ่ม 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้า 17–45 บาท มนุษย์เงินเดือนเซฟเงินเพิ่มได้เท่าไหร่?

"ลดค่าครองชีพปี70" คุณ “พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง 1 ม.ค.70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ ดันรถเมล์ EV 2,320 คัน เชื่อมตั๋วเดียว น้ำ–ล้อ–ราง

เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ เริ่ม 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้า 17–45 บาท มนุษย์เงินเดือนเซฟเงินเพิ่มได้เท่าไหร่?

 

รถไฟฟ้า 17–45 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 70

 

โครงสร้างราคาใหม่

  • แรกเข้า 17 บาท: เริ่มต้นถูกลงเมื่อเข้าสู่ระบบ
  • เพดานสูงสุด 45 บาทต่อขา: เดินทางไกลแค่ไหนก็จ่ายสูงสุดไม่เกินนี้
  • เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ: ข้ามระบบหรือข้ามสายรถไฟฟ้า ไม่ต้องโดนหักค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ช่วยลดภาระคนเดินทางไกลได้มหาศาล
  • บูรณาการ "น้ำ–ล้อ–ราง": เชื่อมโยงตั๋วใบเดียวทั้งเรือ, รถเมล์ EV (2,320 คัน) และรถไฟฟ้า สะดวกและคุมงบง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน


คำนวณเซฟเงินคนกรุง ประหยัดเดือนละเท่าไหร่?

สมมติฐานการเดินทางของ มนุษย์ชานเมือง (เช่น นั่งรถไฟฟ้าข้ามสายเข้ามาทำงานใจกลางเมือง วันละ 2 เที่ยว ไป-กลับ)

  • สถานการณ์ปัจจุบัน (จ่ายแยกสาย/เสียค่าแรกเข้าซ้ำ): ค่าเดินทางเฉลี่ยเที่ยวละประมาณ 40–65 บาท หรือตกวันละประมาณ 100–130 บาท (คิดเป็น 2,000–2,600 บาทต่อเดือน)
  • สถานการณ์ใหม่ (เพดานสูงสุด 45 บาท/เที่ยว): เดินทางไป-กลับ จะตกวันละ 90 บาท (คิดเป็นประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน)

 

ยอดเงินที่ประหยัดได้

เซฟเงินในกระเป๋าได้ประมาณ 200 – 800 บาทต่อคน/เดือน

หากคำนวณเป็นรายปี สามารถประหยัดได้สูงถึง 2,400 – 9,600 บาทต่อคน (ยิ่งคนที่เคยต้องเปลี่ยนหลายสายและจ่ายค่าแรกเข้าบ่อยๆ จะยิ่งประหยัดได้มากกว่านี้)

 

  • ทั้งนี้เป็นการประเมินไม่ใช่ยอดการใช้จริง เป็นเพียง "ตัวเลขประมาณการและสมมติฐาน" เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่าคร่าวๆ เท่านั้น เส้นทางและระยะทางที่ไม่เท่ากัน คนที่เดินทางไกลมากๆ (เช่น นั่งข้ามหลายโซนหรือหลายสาย) จะเห็นผลต่างชัดเจนและประหยัดได้มากกว่าคนที่นั่งแค่ 1-2 สถานี ดังนั้น ตัวเลข 200–800 บาทต่อเดือน จึงเป็น "กรอบการคาดการณ์เบื้องต้น" จากโครงสร้างราคาใหม่ เพื่อให้เห็นว่าถ้าเพดานราคาและตั๋วร่วมเริ่มใช้ได้จริง กระเป๋าเงินของคนกรุงน่าจะเบาลงประมาณไหน

 

เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ เริ่ม 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้า 17–45 บาท มนุษย์เงินเดือนเซฟเงินเพิ่มได้เท่าไหร่

“พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง 1 ม.ค.70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ ดันรถเมล์ EV 2,320 คัน เชื่อมตั๋วเดียว น้ำ–ล้อ–ราง

ลดค่าครองชีพ ปี 2570 (10 ต.ค. 2569) เวลา 9.05 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า รัฐบาลเตรียมการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งเป้าเริ่มใช้วันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อทำให้การเดินทางเชื่อมต่อกันง่ายขึ้นและลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

โดยหัวใจสำคัญของระบบใหม่ คือค่าแรกเข้า 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อ 1 ขาการเดินทาง แม้ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนรถไฟฟ้าหลายสาย ก็ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำ โดยจะให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง

 

เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ เริ่ม 1 ม.ค. 70 รถไฟฟ้า 17–45 บาท มนุษย์เงินเดือนเซฟเงินเพิ่มได้เท่าไหร่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมยังเตรียมรองรับการจ่ายผ่าน EMV หรือบัตรชำระเงินที่ใช้กันในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรที่รองรับระบบดังกล่าวแตะเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าได้ทันที ขณะเดียวกันธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย

โดยจุดที่ต้องเร่งดำเนินการขณะนี้คือสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตร Rabbit กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือว่าจะเชื่อมเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันวันที่ 1 ม.ค. 2570 ได้อย่างไร เพราะสายสีเขียวถือเป็นแกนหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสำคัญอื่น ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางที่จะเปิดเพิ่มเติมในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ค่าเดินทางเป็นหนึ่งในรายจ่ายก้อนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องเสียวันละ 60 บาท 80 บาท หรือมากกว่า 100 บาท การกำหนดเพดานสูงสุด 45 บาทต่อขาจึงถูกวางเป็นเครื่องมือช่วยลดรายจ่ายโดยตรง ทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น

กระทรวงคมนาคมยังคาดว่า เมื่อค่าโดยสารถูกลงและการเปลี่ยนสายสะดวกขึ้น จะจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ช่วยลดรถยนต์บนท้องถนน ลดความแออัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังมีอีกการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยในปี 2570 จะรับรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คันในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. และรับอีก 800 คันช่วงปลายเดือน ธ.ค. รวมทั้งปี 2,320 คัน พร้อมตั้งเป้าให้รถ ขสมก.เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดภายในสิ้นปี 2570

ทั้งนี้ รถเมล์ EV ชุดใหม่จะติดเครื่องปรับอากาศทั้งหมด มีพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดให้สามารถขึ้นรถได้สะดวก ขณะที่ผู้สูงอายุได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% นักเรียนและนักศึกษาลด 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีไม่เสียค่าโดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเตรียมปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเมืองและชุมชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่หลายเส้นทางวิ่งตามโครงข่ายเก่า จะปรับให้รถเมล์ทำหน้าที่เป็น Feeder รับผู้โดยสารจากชุมชนและถนนสายหลักเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดความถี่ว่าแต่ละเส้นทางควรมีรถเข้ามาในช่วงเวลากี่นาที

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถเมล์และรถไฟฟ้า แต่ต้องการเชื่อมการเดินทางแบบ น้ำ–ล้อ–ราง เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดย Smart Pier ตั้งเป้าพัฒนาให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่าเรือภายในไตรมาส 4 ปี 2570 และท่าใดพร้อมก่อนก็สามารถเชื่อมเข้าระบบตั๋วร่วมได้ทันที

นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะถูกนำเข้าสู่ระบบเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางจากเรือต่อรถเมล์หรือต่อรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ลดความยุ่งยากจากการต้องใช้บัตรหรือระบบจ่ายเงินหลายแบบ และทำให้ภาพการเดินทางไร้รอยต่อเริ่มจับต้องได้มากขึ้นในปี 2570

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในด้านความปลอดภัย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  มีแผนทยอยแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟกับถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน โดยใช้วิธียกระดับทางรถไฟและให้รถยนต์กับรถเมล์วิ่งลอดด้านล่าง เพื่อตัดความเสี่ยงจากจุดตัดระดับเดียว ตั้งเป้าพยายามดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 ปี และสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

สำหรับการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางระบบรางเป็นแกนหลักในอนาคต ส่วนรถบรรทุกจะทำหน้าที่ Feeder ระยะไม่เกิน 150 กม. จากโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อเชื่อมเส้นทางเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดจำนวนรถบรรทุกบนถนนสายหลัก

"ภาพใหญ่ของการพัฒนาระบบคมนาคม ไม่ได้มองเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าหรือซื้อรถใหม่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถเดินทางจากบ้าน เข้ารถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า หรือเรือได้สะดวกในระบบเดียวกัน พร้อมลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลาเดินทาง และมลพิษจากภาคขนส่งในระยะยาว" นายพิพัฒน์ กล่าว

ที่มาจาก : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี