- 16 ต.ค. 2569
ทหารพรานโคกสูง สกัดจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย 2 เหตุการณ์กลางดึก รวม 13 ราย เป็นผู้ใหญ่ 7 ราย และเด็กกับเยาวชนอีก 6 ราย
16 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจโคกสูง ชุดควบคุมทหารพรานที่ 12 กองร้อยทหารพรานที่ 1205 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ก่อนตรวจพบและควบคุมตัวชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ 2 เหตุการณ์ รวม 13 ราย แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 7 ราย และเด็กกับเยาวชน 6 ราย
เหตุการณ์แรก เวลา 01.00 น. จับชาวกัมพูชา 9 ราย
เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเดินเท้ามาตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างจุดตรวจการณ์ชายแดน ส.39–ส.40 จึงเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ
จากการตรวจสอบพบว่าเป็นชาวกัมพูชาที่ไม่มีเอกสารแสดงตน จำนวน 9 ราย ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 6 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 2 ราย และเด็กหญิงอีก 3 ราย ทั้งหมดมีภูมิลำเนาอยู่ใน จ.กำปงธม ประเทศกัมพูชา
จากการสอบถามเบื้องต้น กลุ่มดังกล่าวให้การว่า ต้องการเดินทางเข้ามารับจ้างตัดอ้อยในพื้นที่บ้านมาบตะโกเอน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยไม่มีนายจ้างประจำ พร้อมอ้างว่าเคยเข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้วประมาณ 6 ปี ได้รับค่าจ้างวันละ 350 บาท
ก่อนเดินทางเข้ามา กลุ่มดังกล่าวได้ว่าจ้างรถตู้โดยสารให้ไปส่งบริเวณใกล้แนวชายแดนฝั่งกัมพูชา จากนั้นพักรอผู้นำทางเพื่อพาเดินเท้าข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติ โดยผู้นำทางเรียกเก็บเงินจำนวน 7,000 บาท และนัดหมายให้เดินทางไปยังบริเวณถนนศรีเพ็ญฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ไม่พบตัวผู้นำทางในบริเวณดังกล่าว
เหตุการณ์ที่สอง เวลา 03.00 น. หญิงชาวกัมพูชาพาลูกสาวและน้องชายลอบข้ามแดน
ต่อมาเวลาประมาณ 03.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนร่วมตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอีกกลุ่ม บริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ระหว่างจุดตรวจการณ์ชายแดน ส.37–ส.38 จึงเข้าตรวจสอบ
พบว่าเป็นชาวกัมพูชา 3 ราย ประกอบด้วยหญิงอายุ 26 ปี เด็กชายอายุ 16 ปี ซึ่งเป็นน้องชาย และเด็กหญิงอายุ 7 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาว ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตน
จากการสอบถามเบื้องต้น หญิงคนดังกล่าวให้การว่า ต้องการเดินทางเข้ามาทำงานรับจ้างตัดอ้อยในพื้นที่ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว หลังได้รับการชักชวนจากหญิงชาวกัมพูชาที่รู้จักกันผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งทำงานอยู่ในประเทศไทย
หญิงคนดังกล่าวอ้างว่า เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทยประมาณ 10 ปี โดยไม่มีนายจ้างประจำ และได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาท ก่อนเดินทางออกจาก จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยว่าจ้างรถกระบะให้ไปส่งใกล้แนวชายแดนฝั่งกัมพูชา เสียค่าเดินทาง 1,800 บาท จากนั้นเดินเท้าลัดเลาะตามช่องทางธรรมชาติเข้ามายังฝั่งไทย กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและควบคุมตัว โดยไม่พบผู้นำทางเช่นเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ส่งตัวทั้ง 13 รายให้ตำรวจดำเนินคดี
เหตุการณ์ทั้งสองครั้งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของชาวกัมพูชาที่เดินทางข้ามแดนเพื่อเข้ามาหางานทำในประเทศไทย โดยเฉพาะงานรับจ้างตัดอ้อยในพื้นที่ จ.สระแก้ว และจังหวัดใกล้เคียง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ ในกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองครั้งนี้มีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วยถึง 6 ราย โดยบางรายเดินทางมาพร้อมมารดาและญาติ ซึ่งต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณแนวชายแดน
ภายหลังการตรวจสอบและสอบถามข้อมูลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 13 รายไว้ที่กองร้อยทหารพรานที่ 1205 ก่อนนำส่งสถานีตำรวจภูธรโคกสูง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อไป
