- 21 ต.ค. 2569
สรุปชัดครบทุกประเด็น! "อนุทิน ชาญวีรกูล" ออกโรงโต้ข่าวลือ "งบเยียวยาน้ำท่วมหมดสต็อก" ยืนยันเป็นความเข้าใจผิดและตั้งใจให้ร้ายรัฐบาล
ไขข้อสงสัยปมงบเยียวยาน้ำท่วม "อนุทิน" โต้ข่าวเงินหมด ยันจัดงบกลางหมื่นล้านเร่งจ่าย First Come First Serve
ทำเนียบรัฐบาล — 20 ต.ค. 2569 สังคมกำลังจับตามองกระบวนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยอย่างใกล้ชิด หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยว่า รัฐบาลอาจไม่ได้เตรียมงบประมาณไว้ล่วงหน้า จนทำให้ เงินเยียวยาน้ำท่วม ขาดแคลนและเกิดความล่าช้าในพื้นที่
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาสยบกระแสข่าวดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า การกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีงบประมาณหรือเงินหมดแล้วนั้น เป็นการพูดของ "คนไม่รู้ความ" และมองว่าผู้พูดตั้งใจจะให้ร้ายรัฐบาล ทั้งที่กระบวนการจัดสรรงบประมาณมีขั้นตอนชัดเจน
เปิดตัวเลข 2 ก้อนงบกลาง: จากฉุกเฉินสู่สำรองหมื่นล้าน
นายอนุทิน ได้อธิบายโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน ดังนี้:
- งบกลางก้อนแรก 4,700 ล้านบาท เป็นงบกลางที่เหลือจากปีงบประมาณ 2569 นำมาดึงใช้ทันทีหลังเกิดเหตุน้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน เพื่อโอนช่วยเหลือฉุกเฉิน
- งบกลางอนุมัติเพิ่ม 10,500 ล้านบาท คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบสำรองก้อนใหม่ เพื่อรองรับการเยียวยาอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ยืนยันว่าเงินไม่ได้หมดตามข่าว
สปีดความช่วยเหลือ: " First Come First Serve " โอนแล้ว 6 แสนครัวเรือน
สำหรับประเด็นที่มีประชาชนมารอติดตามเงินเยียวยาบริเวณหน้าสำนักงานเขตนั้น นายอนุทิน ชี้แจงว่า กระบวนการต้องอิงตามผลการสำรวจและตรวจสอบความเสียหายตามหลักเกณฑ์ แต่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก โดยใช้แนวทาง First Come First Serve นั่นคือ "หากตรวจสอบเอกสารและข้อมูลถูกต้องตรงกัน ให้ทยอยอนุมัติโอนเงินได้ทันที" โดยไม่ต้องรอสรุปยอดรวมทั้งจังหวัด ซึ่งขณะนี้สามารถโอนเงินตรงเข้าบัญชีผู้ประสบภัยไปแล้วมากกว่า 600,000 ครัวเรือน
ยกระดับระบบระบายน้ำ สร้างความเชื่อมั่น
นอกเหนือจากการจ่ายเงินเยียวยาเร่งด่วน นายอนุทิน ยังได้ฉายภาพการทำงานระยะยาวในปีหน้าว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้าลงทุนในระบบป้องกันอุทกภัยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการก่อสร้างและปรับปรุง ประตูระบายน้ำ รวมถึง เครื่องสูบระบายน้ำประสิทธิภาพสูง เพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้แก่ระบบประกันภัยพิบัติของประเทศอีกด้วย
