- 24 ต.ค. 2569
ทัวร์ลงจนร้านเสียหาย ร้านดังสวนรถไฟงัด CCTV โต้กลับ "กอล์ฟ กัญญ์นลิน" เปิดหลักฐานชัดปมกักขังหน่วงเหนี่ยว พร้อมแฉเบื้องหลังดราม่าบูธกาแฟ
กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อ "กอล์ฟ กัญญ์นลิน" อินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาชื่อดัง ออกมาโพสต์คลิปร่ำไห้ อ้างว่าถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขู่บังคับให้โพสต์ประจานตัวเอง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 ต.ค. 2569 เจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งบริเวณสวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ พร้อมน้องสาวและผู้จัดการร้าน ได้ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการพูดคุยไกล่เกลี่ยต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวอ้าง
เจ้าของร้านเปิดเผยว่า เรื่องเริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา โดย กอล์ฟ พร้อม โอ๊ต แฟนหนุ่ม เข้ามาติดต่อขอตั้งบูธแจกกาแฟและสร้างคอมมูนิตี้สำหรับนักวิ่ง เบื้องต้นอีกฝ่ายเคยเสนอขอเช่าพื้นที่และแบ่งรายได้ (GP) แต่ทางร้านปฏิเสธ โดยอ้างเรื่องพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อยุติการพูดคุย อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพียงกิจกรรมแจกเครื่องดื่มให้กับนักวิ่ง ทางร้านก็ยินดีสนับสนุน ทั้งนี้ เจ้าของร้านยืนยันว่าไม่มีการตกลงเรื่องการใช้น้ำหรือไฟ และไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า 2 เดือนตามที่ถูกกล่าวอ้าง มีเพียงการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันไลน์เท่านั้น
ด้านผู้จัดการร้านเล่าว่า ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 16 ต.ค. ฝั่งอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาตั้งเต็นท์เปล่าเพื่อเตรียมงาน แต่ช่วงเช้ามืดวันที่ 17 ต.ค. เวลาประมาณ 05.00 น. พนักงานของกอล์ฟกลับนำถังน้ำแข็ง ป้ายเมนู และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาตั้งขายกาแฟและเครื่องดื่มอย่างเต็มรูปแบบ กระทั่งเวลา 08.00 น. พนักงานร้านทราบเรื่องและแจ้งให้หยุดขาย เพราะมองว่าผิดข้อตกลง แต่ฝ่ายกอล์ฟปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ามีลูกค้าจำนวนมากและไม่สามารถหยุดขายได้
เจ้าของร้านยอมรับว่า ขณะนั้นรู้สึกโมโหอย่างมาก เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับบริเวณค้าขายของร้าน จึงมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก่อนเข้าแจ้งความที่ สน.บางซื่อ ในวันเดียวกัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเดินทางมาไกล่เกลี่ย โดยพูดคุยกันที่โต๊ะอาหารบริเวณหน้าร้าน ซึ่งช่วงแรกมีพนักงานของฝั่งอินฟลูเอนเซอร์อยู่ด้วย ก่อนที่ โอ๊ต จะเดินทางกลับมาร่วมพูดคุย
ในการแถลงครั้งนี้ ทางร้านได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าบรรยากาศเป็นการนั่งพูดคุยไกล่เกลี่ยกันตามปกติและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วย ไม่ได้มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือใช้อิทธิพลข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ส่วนกรณีที่ให้อีกฝ่ายโพสต์ขอโทษนั้น เจ้าของร้านระบุว่า ต้องการให้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่อยากให้เกิดเหตุลักษณะนี้กับผู้อื่นอีก โดยเข้าใจว่าเรื่องจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค. ซึ่งมีการลงบันทึกประจำวัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากอีกฝ่ายออกมาโพสต์คลิปเล่าเรื่องราว ทำให้ร้านได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากเดิมมีคะแนนรีวิวสูงถึง 4.7 ดาว กลับถูกผู้ใช้งานบางส่วนเข้ามาให้คะแนน 1 ดาวจำนวนมาก จนสร้างความเสียหายต่อร้านอาหาร
เจ้าของร้านกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไม่ได้เป็นคนดีขนาดที่จะยอมให้คนอื่นมาตั้งบูธขายสินค้าประเภทเดียวกันชนหน้าร้านตัวเอง เพราะนี่คือการค้าขาย” พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่ายออกมาชี้แจงอะไรเพิ่มเติม แต่อยากให้เรื่องยุติลงเพื่อให้ทุกฝ่ายกลับไปทำมาหากินตามปกติ หากยังมีการกระทำที่ทำให้ร้านได้รับความเสียหายต่อไป ก็พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
