- 02 พ.ย. 2569
ราคายางพาราพุ่งแรง สร้างรอยยิ้มให้ชาวสวนยางจังหวัดอุทัยธานี หลังราคายางแผ่นขยับขึ้นแตะกิโลกรัมละ 82 บาท ส่วนน้ำยางสดอยู่ที่ 80 บาท
ที่จังหวัดอุทัยธานี บรรยากาศการซื้อขายยางพาราในช่วงปลายฝนต้นหนาวในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีกลับมาคึกคักและมีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด หลังราคายางพาราปรับตัวพุ่งสูงขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนยางพาราและผู้รับจ้างกรีดยางต่างพากันเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตนำมาส่งขายอย่างต่อเนื่อง โดยบริเวณจุดรับซื้อเต็มไปด้วยรอยยิ้มและสีหน้าแสดงความดีใจอย่างแจ่มใสของชาวสวนยางและคนรับจ้างกรีดยางที่ขนนำยางสดใส่ถังบรรทุกใส่สามล้อพ่วงมาเข้าคิวรอชั่งน้ำหนักและรอรับเงินสดกลับบ้านแบบวันต่อวัน โดยน้ำยางสดครองแชมป์ยอดขาย ขั้นตอนง่าย ไม่ยุ่งยาก ที่จุดรับซื้อ กฤษฎาการยาง ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต ซึ่งเป็นจุดรับซื้อยางพาราที่นับว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดอุทัยธานี พบว่าในแต่ละวันมีผลผลิตยางหมุนเวียนเข้ามาเฉลี่ยสูงถึงวันละประมาณกว่า 60 ตัน พร้อมระบบจ่ายเงินสดให้แก่เกษตรกรทันทีแบบวันต่อวัน
คุณกนกนาง อนุอินทร์ เจ้าของจุดรับซื้อกฤษฎาการยาง เปิดเผยว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตน้ำยางเริ่มออกสู่ตลาด โดยทางร้านเปิดรับซื้อผลผลิตรวม 3 ประเภท ซึ่งราคาหน้าร้านในปัจจุบัน ยางแผ่น กิโลกรัมละประมาณ 82 บาท ยางก้อนถ้วย (ขี้ยาง): กิโลกรัมละ 38–40 บาท และน้ำยางสด กิโลกรัมละ 80 บาท ทั้งนี้ ผลผลิตที่เกษตรกรนิยมนำมาขายมากที่สุดคือน้ำยางสด เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องผ่านขั้นตอนการแปรรูปที่ยุ่งยาก แม้ว่าระดับราคาปัจจุบันจะย่อตัวลงมาประมาณ 5 บาท จากช่วงพีกสุดของปีนี้ ซึ่งยางแผ่นเคยพุ่งแตะ 86 บาท ยางก้อนถ้วย 42 บาท และน้ำยางสดเคยแตะ 85 บาท อันเนื่องมาจากผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยลบเล็กน้อยจากตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของราคายังถือว่าดีกว่าปีก่อน ๆ มาก ที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ที่เพียงกิโลกรัมละ 50–60 บาท และดีกว่าช่วงวิกฤตเมื่อ 6–7 ปีก่อนที่เคยดิ่งลงไปต่ำสุดถึงกิโลกรัมละ 34 บาท โดยปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนให้ราคายางปรับขึ้นรอบนี้ มาจากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ผนวกกับสภาพอากาศที่ทำให้ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดน้อยลง
สำหรับขั้นตอนการรับซื้อน้ำยางสด เมื่อเกษตรกรนำน้ำยางมาชั่งน้ำหนัก ทางจุดรับซื้อจะทำการสุ่มตัวอย่างนำไปอบเพื่อตรวจวัดค่า DRC (Dry Rubber Content) หรือเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง เพื่อนำมาคำนวณราคาที่แท้จริงและจ่ายเป็นเงินสดทันที นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเครือข่ายออกไปตระเวนรับซื้อผลผลิตถึงหน้าสวน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่า จังหวัดอุทัยธานีมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมทั้งสิ้น 36,564 ไร่ กระจายอยู่ทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดอุทัยธานี โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ใน อำเภอห้วยคต อำเภอลานสัก และอำเภอบ้านไร่ โดยเกษตรกรที่มีสวนยางขนาดไม่เกิน 20 ไร่มักจะลงมือกรีดเอง ส่วนสวนยางขนาดตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป จะเป็นการจ้างกรีดและแบ่งรายได้กันคนละครึ่ง (5050) ระหว่างเจ้าของสวนกับผู้รับจ้างกรีด ซึ่งจะเริ่มออกกรีดยางกันตั้งแต่เวลาตี 3 เป็นต้นไป ทำให้การรับเงินสดในรอบนี้สร้างความชื่นมื่นให้ทั้งสองฝ่ายอย่างทั่วถึง
นายสุนทร อยู่คำ เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต เปิดเผยความรู้สึกว่า ราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นในรอบนี้ช่วยให้ทั้งชาวสวน และผู้รับจ้างกรีดยางหายใจได้คล่องขึ้นและมีกำลังใจสู้ต่อ หลังจากต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำมานานหลายปี เคยเจอราคาตกเหลือเพียงกิโลกรัมละ 30 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท จนต้องนำที่ไร่ที่นาไปจำนำและแบกรับภาระหนี้สินสะสม นายสุนทรระบุเพิ่มเติมว่า เกษตรกรรายย่อยที่มีสวนยาง 10–20 ไร่ แทบจะไม่ได้หยุดพักกรีดยางเลยตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะฝนตกหรือหน้าแล้ง เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าเล่าเรียนของลูกหลาน จึงอยากวิงวอนขอให้รัฐบาลช่วยดูแลและผลักดันราคาให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 100–120 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นระดับราคาที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถประคองครอบครัวและปลดเปลื้องหนี้สินได้จริง แม้ราคาในปัจจุบันจะยังไปไม่ถึงระดับที่คาดหวังไว้ แต่การที่ราคายืนเหนือระดับกิโลกรัมละกว่า 80 บาทได้ในเวลานี้ ก็นับเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจและเติมพลังให้พี่น้องชาวสวนยางได้มีแรงสู้ชีวิตต่อไป
