- 02 พ.ย. 2569
อ.เบียร์ เปิดใจปม “บุ๋ม ปนัดดา” ชี้มูลนิธิต้องตรวจสอบได้ ยันส่วนตัวไม่ได้สนิทสนม ไม่ได้ออกมาปกป้อง เตือนสังคมอย่าซ้ำเติม รอฟังข้อเท็จจริง โกรธได้แต่อย่าทำลายคนอื่น
2 พ.ย.69 หลังจบรายการโหนกระแส อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับคุณออยศรี โดยระบุว่าไม่มีอะไร เป็นเพียงแค่ออกแนวคอนเทนต์ ทำเล่นกันเหมือนที่เคยทำมาตลอด พร้อมย้ำว่า ส่วนตัวไม่ได้สนิทสนมกับคุณบุ๋ม ปนัดดา และไม่ได้ออกมาปกป้อง เพียงแต่เคยเห็นว่าอีกฝ่ายทำความดี จึงร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม
ส่วนประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นกับคุณบุ๋ม มองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายได้กลับมาทบทวนการทำงานของมูลนิธิ โดยเฉพาะเรื่องเอกสาร การประชุม และการตรวจสอบการใช้เงินบริจาค ซึ่งประธานมูลนิธิควรให้ความสำคัญ แม้จะมีภารกิจมากเพียงใดก็ตาม
พร้อมมองว่ากระแสการตรวจสอบครั้งนี้เป็นเรื่องดี เพราะทำให้มูลนิธิต่าง ๆ ตื่นตัว และเป็นบทเรียนให้ประชาชนตระหนักว่า ก่อนบริจาคเงิน นอกจากต้องเชื่อมั่นในตัวบุคคลแล้ว ยังต้องตรวจสอบองค์กรได้ด้วย ทั้งเอกสารและการนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง
สำหรับกรณีคุณบุ๋มที่ไม่ทราบรายละเอียดหลายเรื่องจากคำถามในรายการโหนกระแส อาจารย์เบียร์มองว่าเป็นความผิดพลาดจากการไม่รู้เรื่องและการไว้วางใจผู้อื่นมากเกินไป ส่วนข้อกล่าวอ้างว่าสามีเป็นผู้ดำเนินการโดยที่คุณบุ๋มไม่ทราบนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังได้ยาก แต่ก็ไม่สามารถตัดสินแทนได้
โดยยืนยันว่าไม่ได้รับรองว่าคุณบุ๋มถูกหรือผิด แต่ควรเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบตามกระบวนการ
อาจารย์เบียร์ยังฝากถึงสังคมว่า ประชาชนสามารถตั้งข้อสงสัย ตรวจสอบ และขุดคุ้ยข้อมูลได้ แต่ต้องใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์หรือความเกลียดชังมาตัดสิน เพราะทุกคนมีสิทธิ์ผิดพลาดและควรได้รับโอกาสในการรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจง
“ตั้งข้อสังเกตได้ ช่วยกันตรวจสอบได้ ช่วยกันรื้อค้นประวัติได้ แต่ต้องลดความโกรธ ลดโทสะ ความเกลียดชัง ความพยาบาท โกรธได้แต่อย่าทำลายคนอื่น ตอนนี้เขายังไม่ได้ผิด เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ต้องให้โอกาสในการดำเนินคดี หลังจากนั้นมีความผิดอะไรก็ว่ากันไปตามกระบวนการ”
ส่วนตัวไม่ได้สนิทสนมกับคุณบุ๋ม และไม่ได้ออกมาปกป้อง เพียงแต่เคยเห็นว่าอีกฝ่ายทำความดี จึงร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม เช่นเดียวกับที่เคยสนับสนุนมูลนิธิอื่น ๆ อีกหลายแห่ง หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันกับมูลนิธิอื่น ก็จะให้ความเห็นในหลักการเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมองว่าผู้บริจาคควรกลับมาทบทวนเจตนาของตัวเองว่า วันที่ให้เงินนั้นมีความตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจริงหรือไม่ เพราะหากมีเจตนาดีตั้งแต่ต้น ความสุขจากการให้ก็เกิดขึ้นแล้ว ส่วนผู้รับจะนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือกระทำการทุจริต ก็ต้องรับผลจากการกระทำของตัวเองตามกฎหมาย
อีกประเด็นที่อาจารย์เบียร์รู้สึกตกใจ คือช่วงที่สามีของคุณบุ๋มโทรศัพท์เข้ามาในรายการ แต่กลับไม่ตอบคำถามอย่างชัดเจน โดยมองว่าหากต้องการแสดงความรับผิดชอบและปกป้องคุณบุ๋ม ก็ควรพูดความจริงให้ชัดเจนว่าเรื่องใดเป็นการกระทำของตัวเอง และเรื่องใดที่คุณบุ๋มไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะการเปิดเผยความจริงจะช่วยให้เรื่องคลี่คลายได้เร็วกว่า
พร้อมฝากถึงคุณบุ๋มว่า แม้การปรึกษาทนายความและดำเนินการตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังต้องคำนึงถึงความเชื่อมั่นของสังคมด้วย เพราะการพ้นผิดตามกฎหมายกับการได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเป็นคนละเรื่องกัน
“กฎหมายอาจทำให้เรารอดปลอดภัย แต่กฎของสังคมอาจทำให้เราอยู่ในสังคมนี้ต่อไปไม่ได้ ถ้าคุณบุ๋มบอกว่ารักมูลนิธิมาก ก็ต้องพยายามกอดมูลนิธินี้ไว้ และช่วยเหลือสังคมกับประชาชนต่อไป”
อาจารย์เบียร์ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนให้ทุกมูลนิธิกลับไปตรวจสอบระบบการทำงานของตัวเอง ขณะที่ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลก่อนบริจาค และเมื่อเกิดข้อสงสัยก็ควรใช้เหตุผล ไม่ตัดสินใครล่วงหน้า เพราะสุดท้ายความจริงจะต้องได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการ