- 05 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
อลิสเชอร์ อุสมานอฟ มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย หุ้นส่วนรองของ อาร์เซน่อล ยืนยันว่าไม่เคยคิดขายหุ้นของตัวเองให้ สแตน โครเอ็นเก้ นักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ต้องการส่วนแบ่งเพิ่ม หลังมีรายงานว่าเจ้าสัวแดนหมีขาวพร้อมขายหุ้น 30% ที่ตัวเองถือครองอยู่
อุสมานอฟ แถลงการณ์เกี่ยวกับข่าวกรณีการขายหุ้นของตัวเองว่า "ไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวลือว่าเป็นไปได้ที่ผมจะขายหุ้นอาร์เซน่อล 30% ที่ผมถือครองอยู่ ในส่วนนี้ผมขอทำความเข้าใจ ให้ชัดเจนว่า ผมไม่ได้ทำการเจรจาเรื่องการขายหุ้นกับมิสเตอร์โครเอ็นเก้ เลย ความสนใจของผมกับ อาร์เซน่อล มีมาโดยตลอด และความตั้งใจที่ผมมีคือซื้อหุ้นเพิ่มหากมีโอกาสทำได้"
"ผมเคยซื้อหุ้นของ ฟาร์ฮาด โมชิรี่ พาร์ทเนอร์ด้านธุรกิจของผม ทำให้ผมขยับหุ้นจาก 15% เป็น 30% รวมถึงเคยยื่นข้อเสนอขอซื้อหุ้นส่วนใหญ่ที่จะทำให้สโมสรมีมูลค่าที่ 2 พันล้านปอนด์ (9.8 หมื่นล้านปอนด์) และข้อเสนอดังกล่าวยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้"
อุสมานอฟ พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะกว้านซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อยทั้งหลาย แลพเคยขายฝันว่าจะทุ่มซื้อแข้งระดับโลก และหากมีสิทธิ์ในการบริหาร สิ่งแรกที่จะทำก็คือปลด อาร์แซน เวนเกอร์ จากตำแหน่ง
"ผมเป็นแฟนบอล อาร์เซน่อล พันธุ์แท้มาโดยตลอดและจะเป็นแบบนั้นต่อไป ผมเห็นว่าหุ้น 30 เปอร์เซนต์ของผมเป็นมุมมองอันสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของแฟนบอลสโมสร เป็นที่ทราบกันว่าผมไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารสโมสร มุมมองของผมแตกต่างจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ รวมถึงผมอยากใช้การบริหารที่แตกต่างเพื่อมอบความสำเร็จด้านฟุตบอล"
"ผมอยากให้แฟนบอลแน่ใจว่าผมเปิดกว้างต่อแผนการอันหลากหลายในอนาคต เสริมสร้างความเป็นพันธมิตรกับผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ ซื้อหุ้นของเขาไม่ว่าจะตัวคนเดียวหรือในแบบกลุ่มทุน หรือถ้าหากมีกลุ่มที่ต้องการหุ้นของผมและมีมุมมองต่อสโมสรเหมือนกับผมและแฟนบอลส่วนใหญ่ ผมอาจพิจารณาถึงการขายหุ้นของผม"
ที่ผ่านมามีรายงานว่ากลุ่มแฟนบอล อาร์เซน่อล ที่ใช้ชื่อว่า "Arsenal Supporters Trust" เรียกร้องไปยัง อุสมานอฟ ว่าห้ามขายหุ้นที่ถือครองอยู่ หลังมีรายงานว่าบริษัทของ โครเอ็นเก้ เตรียมที่จะเสนอเงินประมาณ 525 ล้านปอนด์ (กว่า 2.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อขอซื้อหุ้นจากอุสมานอฟ โดยปัจจุบัน โครเอ็นเก้ เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของ "เดอะ กันเนอร์ส" ถือครองหุ้นเบ็ดเสร็จที่ 62.89% ขณะที่ อุสมานอฟ เป็นหุ้นส่วนรองที่ถือครองหุ้นอยู่ที่ 30% ทำให้ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงด้านการบริหารสโมสร
