อนาคตต้องไปต่อ  “บิ๊กอ๊อด” เดินหน้าสานต่อแนวทางพัฒนานักเตะระยะยาว

“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฯ พร้อมรอฟังบทสรุปผลงานทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์ ก่อนเดินหน้าสานต่อแนวทางพัฒนานักเตะในระยะยาวต่อไปในอนาคต

     “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมฯ พร้อมรอฟังบทสรุปผลงานทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์ ก่อนเดินหน้าสานต่อแนวทางพัฒนานักเตะในระยะยาวต่อไปในอนาคต

     “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า สำหรับผลงานของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ที่ตกรอบแรก ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ครั้งที่ 18 ซึ่งเป็นการตกรอบแรกในรอบ 24 ปี หลังจากที่ครั้งก่อน ได้อันดับ 4 ในเอเชียนเกมส์ 2014 ครั้งที่ 17 ซึ่งตนเองพร้อมฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเกี่ยวกับผลงานของฟุตบอลชายทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ซึ่งทีมชุดนี้ถูกวางไว้ว่าเป็นการเตรียมทีมสู่ปรีโอลิมปิกส์ในอนาคต

     “โดยฝ่ายพัฒนาเทคนิคได้มีการวางแผนระยะยาว ในการเตรียมทีมสู่รอบคัดเลือกของรายการชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-26 มีนาคมปีหน้า เพื่อหา 16 ทีมของทวีปในการแย่งชิงโควตาไปโอลิมปิกส์ 2020 ที่ ประเทศญี่ปุ่น”

     “ขณะที่ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ก็ได้เก็บตัวฝึกซ้อม ที่ ประเทศสเปน จากความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และลาลีกา เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ในการก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคต ตามแผนงานที่วางไว้สำหรับสู้ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก”

     “การพัฒนากีฬาฟุตบอล หรือการพัฒนากีฬาทุกประเภท จะต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบและทุกมิติ ซึ่งระยะเวลา 2 ปี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาฟุตบอลไทยไปสู่ความเป็นเลิศ”

     “อย่างทีมชุดที่ส่งไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล และ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ เราจึงเปิดโอกาสให้น้องๆ ที่อายุต่ำกว่า 23 ปี เลือกที่จะไม่ใช้เอานักเตะอายุเกินเล่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับปรีโอลิมปิกส์”

     “การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ไม่ใช่ฟีฟ่าเดย์ ทำให้ไม่สามารถเรียกนักเตะจากสโมสรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้เราจะมีการพักเบรคเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สโมสรก็ตาม ทำให้ทีมนี้จึงเป็นทีมที่ยังไม่พร้อมสมบูรณ์เต็มร้อย นอกจากนี้นักกีฬาสังกัดสโมสรมีอาการบาดเจ็บไม่สามารถรวมตัวฝึกซ้อมด้วยกันได้”

อนาคตต้องไปต่อ  “บิ๊กอ๊อด” เดินหน้าสานต่อแนวทางพัฒนานักเตะระยะยาว

 

     “ซึ่งถือว่าต่างจากฟุตบอลหญิง ที่ก่อนจะเดินทางไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ ได้มีการเตรียมความพร้อม มีการเก็บตัวตลอดมาทั้งปี สมาคมฯ ส่งไปเก็บตัวที่ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่าผมพยายามทำให้ดีที่สุดกับทีมชาติทุกชุด ตามเงื่อนไขที่อำนวยตลอดช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา”

     “ซึ่งแผนการทำงานของสมาคมฯ ในตอนนี้ เราตั้งเป้าไว้ที่เยาวชน ซึ่งจะผลิดอกออกผลในอีก 10 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างในขณะนี้ ผมส่งเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ไปเก็บตัวที่ประเทศสเปน”

     “ทำไมผมเลือกส่งนักเตะทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ไปเก็บตัว เพราะทีมชาติไทยชุดนี้จะเป็นตัวแทนในการเล่นรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก ปี 2026 ซึ่งเหตุผลที่ผมเริ่มจากรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี เพราะว่าในปี 2026 ทวีปเอเชียจะได้โควตาสำหรับการเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเพิ่มขึ้น ก็หมายความว่าโอกาสของทีมชาติไทยมีมากขึ้น เราจึงต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อหวังผลในอีก 8 ปีข้างหน้า”

     “ที่ผ่านมาสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อมอบหมายให้ใครรับผิดชอบทำอะไร คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบทำหน้าที่นั้นๆ เช่น วิทยา เลาหกุล เป็นอุปนายกฝ่ายพัฒนาเทคนิค รับผิดชอบหน้าที่เป็นประธานฝ่ายเทคนิค คุณวิทยา เป็นคนคัดเลือกโค้ชทุกคนเข้ามาทำหน้าที่ เมื่อมอบหน้าที่แล้วต้องให้เกียรติกันและกันว่า วิทยา เลาหกุล จะเลือกใครมาเป็นโค้ช เขาเองก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” 

     “ก่อนที่น้อง ๆ จะเดินทางไปแข่งขันรายการนี้ ทั้งทีมฟุตบอลชาย และทีมฟุตบอลหญิง ผมได้มีการพูดคุยได้สอนน้อง ๆ ว่า ทุกคนไปทำหน้าที่แทนคนไทย สิ่งที่จะต้องทำคือมีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจ และทุ่มเท ให้ดีที่สุด ต้องสร้างรอยยิ้ม สร้างผลงานที่ดี ให้กับแฟนบอลชาวไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้บอกว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นจุดนี้ เพราะมั่นใจว่าสตาฟฟ์โค้ช ทีมงานและน้อง ๆ ทุกคนไม่อยากให้ทีมแพ้ เป็นเรื่องที่ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทุกคนทำเพื่อตระกูล และทำเพื่อประเทศไทย”

อนาคตต้องไปต่อ  “บิ๊กอ๊อด” เดินหน้าสานต่อแนวทางพัฒนานักเตะระยะยาว

 

     “ผมวอนแฟนบอลอย่าดูเพียงผลแพ้ ชนะ ผมเข้าใจแฟนบอลทุกคน แต่เมื่อมีความคาดหวัง ต้องมีความผิดหวัง ลองย้อนกลับไปมองทีมชาติเยอรมัน เป็นอดีตแชมป์โลก ยังตกรอบแรกการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ เรื่องนี้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะทำอะไรต่อจากนี้ต้องอยู่บนหลักการและเหตุผล”

     “ผมมองว่าการเปลี่ยนโค้ชไม่ใช่ทางออก คือหลังจากที่ทุกคนทำหน้าที่เสร็จสิ้น กลับมาต้องคุยกัน สรุปสิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาอุปสรรคว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อหาแนวทางแก้ไข แล้วค่อยสรุปกันอีกที ต้องคุยด้วยเหตุและผล เราไม่เคยตัดสินโดยการฟังกระแส หรืออคติใดๆ เราจะต้องฟังเหตุผลก่อนตัดสินใจ”

     “ส่วนโค้ชคนไหนจะพิจารณาหรือมีความเห็นหรือจะดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา จะเห็นว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยสั่งปลดโค้ช ไม่เคยสั่งเปลี่ยนโค้ช มีแต่เรียกเข้ามาชี้แจง เว้นแต่โค้ชบางคนไม่ยอมเข้ามาชี้แจง แต่ชิงลาออกไปก่อน”

     “ผมเชื่อว่าแฟนบอลส่วนใหญ่เข้าใจ ผมทราบดีว่าในสังคมโซเชียลมีทั้งหวังดีและไม่หวังดี อย่างไรก็ตามผมจะทำอะไรก็แล้วแต่จะยืนอยู่บนหลัก  ข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เมื่อจบรายการแข่งขันทุกรายการจะต้องปลดโค้ช เปลี่ยนโค้ช มันไม่ใช้เรื่องที่เราทำด้วยความรู้สึกหรือทำตามกระแส”

     “ผมไม่ได้ปกป้อง วิทยา เลาหกุล หรือ วรวุฒิ ศรีมะฆะ ไม่ได้ปกป้องทีมงาน และนักกีฬา แต่เป็นหลักการทำงานของผม ผมพร้อมชี้แจงการทำงาน ตลอดระยะเวลา 2 ปี เพราะฉะนั้นตอนนี้บอกเลยว่ายังไม่คิด หรือตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังเหตุผลจากโค้ชทีมงานผู้ฝึกสอน หรือนักกีฬาก่อน ผมเชื่อว่าแฟนบอลส่วนใหญ่มีเหตุผลและวิจารณญาณครับ”

อนาคตต้องไปต่อ  “บิ๊กอ๊อด” เดินหน้าสานต่อแนวทางพัฒนานักเตะระยะยาว