- 11 พ.ย. 2560
ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ท่านได้มรณภาพเมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๒ แต่หลังจากการถวายเพลิงศพ ซึ่งมีขึ้นในเดือนเมษายน ๒๔๙๓ ไม่นานนักก็ปรากฏว่า อัฐิของท่านได้กลายเป็นพระธาตุ เป็นลักษณะพระธาตุของพระอรหันตสาวก ทำให้พุทธศาสนิกชนในไทยเรามีความปีติชื่นชมโสมนัส ที่ได้ชื่อได้ว่า พระอรหันต์นั้นมิได้ว่างเว้นจากแผ่นดินไทย ความที่คิดกันว่าพระอรหันต์ยุคนี้สมัยนี้ไม่มีอีกแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง จริงแท้ดังที่สมเด็จพระบรมศาสดาเคยมีพุทธดำรัสไว้ว่า หากปฏิบัติจริง ทำจริง การสำเร็จอรหันตผล ย่อมเป็นไปได้ ศิษย์ของท่าน หลายต่อหลายท่านที่บำเพ็ญเพียรภาวนา รับการอบรมจากท่าน มีความเคารพ รัก เลื่อมใส สืบต่อระเบียบปฏิบัติ และปฏิปทาของท่านอย่างเคร่งครัด เมื่อมีชีวิตอยู่ก็เป็นที่เคารพสักการะ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป และเมื่อมรณภาพแล้ว อัฐิของท่านเหล่านั้นก็ได้แปรสภาพไปเป็นพระธาตุ
สำหรับเรื่องอัฐิของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กลายเป็นพระธาตุ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ” ไว้ว่า
"... จนกาลล่วงไปแล้ว ๔ ปี คุณวัน คมนามูล เจ้าของร้านศิริผลพานิชและโรงแรมสุทธิผล จังหวัดนครราชศรีมา ไปถวายผ้าป่าที่จังหวัดสกลนคร ได้รับแจกอัฐิส่วนบนของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ชิ้นหนึ่ง จากเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ซึ่งเป็นวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ กลับมาถึงบ้าน ได้อัญเชิญอัฐิชิ้นนั้น รวมลงอยู่ในผอบอันเดียวกันกับที่บรรจุอัฐิท่านพระอาจารย์อยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยได้รับแจกมาจากงานศพของท่าน พอเปิดผอบออกมาเท่านั้น สิ่งที่ไม่เคยคาดฝันก็ปรากฏขึ้นในผอบนั้น คืออัฐิชุดแรกที่ได้รับแจกไปจากงานศพของท่านนั้น ได้กลายเป็นพระธาตุเสียหมด เจ้าของเกิดความอัศจรรย์จนตัวแทบลอย เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จึงให้คนไปดูอัฐิส่วนที่เก็บไว้ที่โรงแรมสุทธิผลอีก ที่นั้นก็กลายเป็นพระธาตุเช่นกันอีก รวมทั้งสองแห่ง จึงเป็นพระธาตุ ๓๔๔ องค์ ยังเหลือติดผอบอยู่บ้างเป็นผงๆเล็กน้อย ต่อมาไม่นานนักจำนวนผงเหล่านั้น ก็ได้กลายเป็นพระธาตุเสียจนหมดอีก และนี้จึงเป็นรายแรกที่ปรากฏความอัศจรรย์ จากอัฐิกลายเป็นพระธาตุ"
จากนั้นเรื่องก็เล่าลือไปทุกหนทุกแห่ง ผู้คนทราบถึงไหน ก็มาขอพระธาตุกับคุณวัน คมนามูล ไปสักการะบูชากันถึงนั่น คุณวันเองก็มีนิสัยใจบุญอยู่แล้ว จึงเห็นใจท่านที่มาขอ และแจกไปคนละเล็กละน้อย คือ คนละ ๑ องค์บ้าง และ ๒-๓ องค์บ้าง
พระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ยังเป็นที่น่าแปลกและอัศจรรย์อยู่หลายอย่างคือ พระธาตุ ๒ องค์ เจ้าของอธิฐานขอให้เป็น ๓ องค์ เพื่อให้ครบรัตนะ คือ พุทธ ธรรม สงฆ์ ก็กลายเป็น ๓ องค์ได้จริงๆ ผู้มีอยู่ ๒ องค์ อธิฐานขอให้กลายเป็น ๓ องค์ เช่นที่คนอื่นเขาเป็น แต่กลับรวมเป็นองค์เดียวก็มี พระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น กลายเป็น ๓ องค์ก็ดี กลายเป็นองค์เดียวก็ดี หรือยังมิได้กลายเป็นพระธาตุเลยก็ดี ทั้งนี้ก็คืออัฐิธาตุที่ออกจากองค์ท่านอันเดียวกัน จึงไม่ควรเสียใจ การที่พระธาตุ ๒ องค์กลับกลายเป็นองค์เดียว ก็เป็นอภินิหารของท่านอยู่แล้ว เราจะหาความอัศจรรย์จากอะไรอีก แม้ผมที่ท่านปลงออก มีผู้เก็บไว้บูชาในที่ต่างๆ ก็กลายเป็นพระธาตุได้เช่นเดียวกับอัฐิซึ่งมีอยู่หลายแห่ง ที่เป็นดังที่เข้าใจว่า อัฐิ หรือ ผม ท่านที่เก็บไว้นานไป อาจจะกลายเป็นพระธาตุไปตามๆกัน ดังอัฐิท่านที่ค่อยๆกลายเป็นพระธาตุมาเป็นลำดับนี้แล
หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตมหาเถระ ละสังขารเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๒ อายุ ๗๙ ปี ๕๖ พรรษา ณ วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งต่อมาอัฐิของท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุในหลายที่ได้มีการแจกตามจังหวัดต่างๆที่ได้ส่งตัวแทนมารับ วาระนิพพาน ณ วัดป่าสุทธาวาส หลังจากที่ท่านพักอาพาธที่วัดป่าบ้านกลางโนนภู่ ๑๑ วันแล้ว คณะศิษย์นุศิษย์ได้อาราธนาองค์หลวงปู่มั่นนอนในเปลพยาบาลแล้วนำท่านขึ้นรถเพื่อมาพัก ณ วัดป่าสุทธาวาส ออกเดินทางแต่เช้าถึงวัดป่าสุทธาวาสประมาณเกือบ ๑๒ นาฬิกา จากบันทึกของหลวงตาทองคำ จารุวณฺโณผู้อุปฐากองค์หลวงปู่มั่นในช่วงอาพาธได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงที่องค์ท่านมรณภาพไว้ในหนังสือ " บันทึกวันวาน " ไว้ดังนี้
"... จากพรรณานิคม ถึงวัดป่าสุทธาวาส สกลนคร เกือบ ๑๒ นาฬิกา เพราะทางหินลูกรังกลัวจะกระเทือนมาก ท่านฯ ก็หลับมาตลอด นำท่านฯ ขึ้นกุฏิ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดก็มี ผู้เล่า ท่านวัน ท่านหล้า ผู้จัดที่นอนให้ท่านฯ ได้ผินศีรษะไปทางทิศใต้ ปกติเวลานอนท่านฯ จะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก ด้วยความพะว้าพะวัง จึงพากันลืมคิดที่จะเปลี่ยนทิศทางศีรษะของท่านฯเวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. เศษ ท่านฯ รู้สึกตัวตื่นตื่นขึ้นจากหลับ แล้วพูดออกเสียงได้แต่อือๆ แล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณ แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านฯ ประสงค์สิ่งใด มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่ที่นั้น เห็นท่าอาการไม่ดี จึงให้สามเณรอีกรูปไปนิมนต์พระเถระทุกรูป มีเจ้าคุณจูม พระอาจารย์เทสก์ พระอาจารย์ฝั้น เป็นต้น มากันเต็มกุฏิ เท่าที่สังเกตดู ท่านใกล้จะละสังขารแล้ว แต่อยากจะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก ท่านพลิกตัวไปได้เล็กน้อย ท่านหล้า ( พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต ) คงเข้าใจ เลยเอาหมอนค่อยๆ ผลักท่านไป ผู้เล่าประคองหมอนที่ท่านหนุน แต่ท่านรู้สึกเหนื่อยมาก จะเป็นการรบกวนท่านฯ ก็เลยหยุด ท่านฯ ก็เห็นจะหมดเรี่ยวแรง ขยับต่อไปไม่ได้ แล้วก็สงบนิ่ง ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ต้องเงี่ยหูฟัง ท่านวันได้คลำชีพจรที่เท้า ชีพจรของท่านเต้นเร็วชนิดรัวเลย รัวจนสุดขีดแล้วก็ดับไปเฉยๆ ด้วยอาการอันสงบ"
ขอบคุณข้อมูลจาก : http://palungjit.org อ้างอิงจากหนังสือ "ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ" เขียนโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
https://th.wikipedia.org/wiki/พระครูวินัยธรมั่น_ภูริทตฺโต
ขอบคุณท่านเจ้าของภาพมา ณ โอกาสนี้






