- 28 ก.พ. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เนื่องในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๑ เป็นวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินอินเดีย หรือเดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน ๓ หลัง (วันเพ็ญเดือน ๔) มีประเพณีที่สืบสานมาแต่โบราณนั่นก็คือ ประเพณีการกวนข้าวมธุปายาส
สำหรับตำนานการกวนข้าวมธุปยาส เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพระพุทธเจ้านิพพาน ๔๕ ปี สตรีที่กำลังถวายของแด่พระมหาบุรุษคือนางสุชาดา เป็นธิดาของคหบดีผู้หนึ่งในหมู่บ้าน ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ของที่นางถวายคือข้างมธุปายาส คือ ข้าวที่หุงด้วยนมโคล้วน เป็นอาหารจำพวกมังสวิรัติ ไม่ปนเนื้อ ไม่เจือปลา ใช้สำหรับบวงสรวงเทพเจ้าโดยเฉพาะ
ปฐมสมโพธิเล่าว่า นางสุชาดาเคยบนเทพเจ้าไว้ที่ต้นไทรเพื่อให้ได้สามีผู้มีชาติสกุลเสมอกันและได้ลูกที่มีบุญ เมื่อนางได้สมปรารถนาแล้ว จึงหุงข้าวมธุปายาสเพื่อแก้บน ก่อนถึงวันหุง นางสุชาดา สั่งคนงานให้ไล่ต้อนฝูงโคนมจำนวนหนึ่งพันตัวเข้าไปเลี้ยงในป่าชะเอมเครือ ให้แม่โคกินชะเอมเครือ กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมาแล้วแบ่งแม่โคนมออกเป็นสองฝูงๆ ละ ๕๐๐ ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคนมฝูงหนึ่งมาให้แม่โคนมอีกฝูงหนึ่งกิน แบ่งและคัดแม่โคนมอย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนเหลือแม่โคนม ๘ ตัว เสร็จแล้วจึงรีดน้ำนมจากแม่โคนมทั้ง ๘ มาหุงข้าวมธุปายาส
หุงเสร็จแล้ว นางสุชาดาสั่งให้นางทาสีหญิงรับใช้ไปทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณต้นไทร นางทาสีไปแล้วกลับมารายงานให้นางสุชาดาทราบว่า เวลานี้รุกขเทพเจ้าที่จะรับเครื่องสังเวยได้สำแดงกายให้ปรากฏ นั่งรออยู่ที่โคนต้นไทรแล้ว นางสุชาดาดีใจเป็นกำลัง จึงยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูนหัวเดินมาที่ต้นไทรพร้อมกับนางทาสี ก็ได้เห็นจริงอย่างนางทาสีเล่า นางจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายพระมหาบุรุษทรงรับแล้วพระเนตรดูนาง นางทราบพระอาการกิริยาว่า พระมหาบุรุษไม่มีบาตรหรือภาชนะอย่างอื่นรับอาหาร นางจึงกล่าวคำมอบถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดนั้น ถวายเสร็จแล้วก็ไหว้ แล้วเดินกลับบ้านด้วยความยินดีและด้วยความสำคัญหมายว่า พระมหาบุรุษนั้นเป็นรุกขเทพเจ้า
จากคติศรัทธาความเชื่อของชาวพุทธในประเทศไทยได้ขนานนาม "ข้าวมธุปายาส" ว่าเป็น "ข้าวกระยาทิพย์" หรือ "ข้าวทิพย์" มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้มีการกวนข้าวทิพย์ขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ครั้งต่อมาในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ การกวนข้าวทิพย์ละเว้นไป เพิ่งจะมากวนกันใหม่ในรัชกาลที่ ๔ และได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งของในการกวนหลายอย่างเท่าที่จะหาได้ในขณะ นั้น โดยมีส่วนผสมต่างๆ มากมายหลายอย่าง มากถึง ๖๐ กว่าชนิด เช่น ถั่วงา, ลูกเดือย, ข้าวฟ่าง, ข้าวเม่า, เผือก, มัน, ผลไม้นานาชนิด และนมเนย เป็นต้น การกวนข้าวทิพย์เนื่องในพระราชพิธีนั้น จะกระทำในเดือน ๑๐ เป็นงาน ๓ วัน เริ่มแต่แรม ๑๓ ค่ำเป็นต้นไป เวลาบ่ายนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ในโรงพิธี สาวพรหมจารี ที่มาฟังพระเจริญพระพุทธมนต์จะต้องนุ่งขาวห่มขาวนั่งในฉาก มีสายสิญจน์โยงมงคลเหมือนอย่างเจ้านายทำพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ทรงจุดรูปเทียน เครื่องนมัสการแล้วอาลักษณ์อ่านคำประกาศสาระสำคัญในคำประกาศมีใจความว่า
“การกวนข้าวทิพย์เป็นพระราชพิธีเคยทำมาแต่โบราณ ขอให้พระสงฆ์ซึ่งเจริญพระพุทธมนต์มีจิตตั้งมั่นด้วยเมตตา ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยอันเป็นนิ รัตสัยบุญเขต ขอให้เกิดสวัสดิมงคลและระงับโรคภัยแก่ผู้ได้รับพระราชทานข้าวทิพย์นี้ขอให้ เทพยดาจงนำสุราอมฤตมาเจือโปรยปรายให้คุ้มกันสรรพอันตรายทุกประการฯ ต่อไปนี้เป็นคำอธิษฐานว่าด้วยอำนาจพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชกุศลที่ทรงบำเพ็ญในเวลานี้ ขอให้ทรงพระเจริญ พระชนมายุยืนนาน เป็นที่เกรงขามแก่เหล่าศัตรูและขอให้ฝนตกเพียงพอ งามในเวลาที่ข้าวออกรวงผลไม้ต่างๆ”
เมื่อจบคำประกาศ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ วันแรกสวดเจ็ดตำนาน วันที่ ๒ สวดสิบสองตำนาน วันที่ ๓ สวดธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร และสวดมหาสมัยสูตร รุ่งขึ้นถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ วันที่ ๓ ซึ่งตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ หลังจากที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์แล้วก็ถวายอดิเรกถวายพระพรลากลับ ต่อจากนั้นพระราชทานน้ำมหาสังข์ใบมะตูมและทรงเจริญสาวพรหมจารีทั้งหมด เฉพาะเจ้านายฝ่ายในตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป ส่วนสาวพรหมจารีที่เป็นหม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวงหรือธิดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พระราชทานน้ำด้วยพระเต้าและท้าวนางก็นำสาวพรหมจารีนั่งกวนข้าวทิพย์ซึ่งอยู่ ในพระบรมมหาราชวังนั้น
ในโรงพิธีนั้นมี ๑๐ เตา สำหรับตั้งกระทะเรียงตามยาวเป็น ๘ เตา สำหรับกวนข้าวทิพย์อีก ๒ เตา อยู่ด้านสกัดสำหรับกวนกระยาสารท หน้าเตาทั้ง ๘ นั้น ตั้งม้าวางโต๊ะตะลุ่มถุงเครื่องกวนข้างหลังเอายกพื้นต่ำกว่ากระทะหน่อยหนึ่ง สำหรับสาวพรหมจารีนั่งกวนกระทะคู่ ตามเสาแขวนหิ้งตั้งเทวรูปมีรูป เทียน ดอกไม้ บูชาตามทิศอันเป็นหน้าที่ของมหาดเล็กต้องออกไปจุดธูปเทียนที่บูชาเทวดา ที่ต้นแถวตั้งเครื่องบูชาพานถมด้วยแก้วเครื่องทองน้อยสำหรับบูชา มีขวดน้ำส้ม นม เนย ตั้งอยู่ด้วย ผู้กวนข้าวทิพย์ทุกคนนั่งสวมมงคลนั่งประจำที่แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงริน น้ำพระมหาสังข์ลงในกระทะแล้วทรงเจิมพายที่พาดอยู่ปากกระทะๆ ละ ๒ พาย ด้วยยันต์มหาอุณาโลมทุกเล่มแล้ว ทรงรินน้ำในพระเต้าศิลาจารึกอักษรและพระเต้าเทวปี ต่อไปทั่วทุกกระทะ โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอทรงรินน้ำส้มและเติมเนยตามไปจนตลอดทั้ง ๒ กระทะ เสร็จแล้วพวกท้าวปลัดเทียบวิเศษ ซึ่งประจำกระทะจึงเทถุงเครื่องที่จะกวนลงไปในกระทะ มีกะทิและน้ำตาลซึ่งเคี่ยวได้ที่แล้วสาวพรหมจารีจับพายลงมือกวน ประโคมแตสังข์ ฆ้องชัย พิณพาทย์ มโหรี พระมหาราชครูพิธีรดน้ำสังข์ทุกกระทะแล้วก็เสด็จขึ้น พอเสร็จ พระราชดำเนินกลับ พวกฝีพายก็มากวนต่อไป ส่วนกระยาสารทอีก ๒ กระทะ ก็กวนพร้อมกันไป ผู้ที่จะได้รับพระราชทานข้าวทิพย์ก็คือ ฝีพายผู้ที่กวน คนหนึ่งๆ ควักไปได้เต็มใบพาย รุ่งเช้าเสด็จออกถวายภัตตาหารพระสงฆ์แล้วพระราชทานข้าวทิพย์แก่พระบรมวงศานุ วงศ์และข้าราชตามศักดิ์
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.phuttha.com
