- 02 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
สืบเนื่องจากกรณีที่ ที่เว็บไซต์ js100 ได้โพสต์รูปภาพพร้อมระบุข้อความทั้งหมดเอาไว้ว่า จากกรณีอุบัติเหตุรถเก๋งชนกันรุนแรงภายในซอยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค บางนา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต บนรถเก๋ง ซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว จำนวน 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกคนเป็นผู้หญิง ซึ่งดูเผินๆ อาจเหมือนอุบัติเหตุทั่วไปที่มีการสูญเสียที่น่าเศร้าเกิดขึ้น แต่ภายหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบัตรประชาชนของทั้งคู่กลับพบสิ่งที่น่าประหลาดใจ ซึ่งต่อมา JS100 ได้สอบถามประวัติของผู้เสียชีวิต จากคุณพ่อของฝ่ายหญิง และคุณแม่ของฝ่ายชาย จึงขออนุญาตตีแผ่เรื่องจริงของทั้งคู่
ผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่แค่เสียชีวิตในวันเดียวกันเท่านั้น แต่ยังเป็นคู่รักที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายกันตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลกจนกระทั่งวันที่จากโลกนี้ไป ไม่ว่าจะเป็น..
1) เกิด วัน-เดือน-ปี เดียวกัน 5 มิถุนายน พ.ศ.2540
2) เกิด เวลาไล่เลี่ยกัน
3) ครอบครัวทั้งคู่ ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
4) บ้านเลขที่ ลงท้ายด้วยเลข 3 เหมือนกัน
5) ทะเบียนรถ ลงท้ายด้วยเลข 39 เหมือนกัน
6) เรียน มหาวิทยาลัย เดียวกัน
7) เรียน คณะ เดียวกัน
8) เรียน รุ่น เดียวกัน
9) เสียชีวิต วัน-เดือน-ปี เดียวกัน
10) เสียชีวิต เวลาไล่เลี่ยกัน
11) เสียชีวิต ในรถคันเดียวกัน
เรื่องราวความรักของคู่นี้เริ่มเปิดฉากแรกด้วยการมาเจอกันในมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่เรียนอยู่ ในวันนั้นฝ่ายชายทำบัตรประชาชนหาย ฝ่ายหญิงเก็บได้เลยเอามาคืนให้ จากนั้นพอทั้งคู่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างก็เกิดวันเดือนปีเดียวกัน เลยเริ่มติดต่อพูดคุยคบหากันตั้งแต่นั้นมา ซึ่งหากเราจะมองในแง่ของความบังเอิญ ก็น่าคิดว่า..
1.อะไรทำให้สองคนนี้มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คล้ายกัน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต
2. อะไรทำให้วันนั้นฝ่ายชายทำบัตรประชาชนหาย ทำไมสิ่งที่หายในวันนั้นถึงเป็นบัตรประชาชน ทำไมไม่เป็นของอย่างอื่นที่ไม่มีวันเกิดปรากฏอยู่
3. อะไรทำให้ฝ่ายหญิงเป็นคนเก็บได้ ทำไมไม่เป็นคนอื่นที่เก็บไปคืน
แต่ถึงจะมีเรื่องบังเอิญมากแค่ไหนก็คงไม่มีใครรู้แน่แท้ได้ว่า เป็นคู่แท้หรือคู่บุพเพสันนิวาสกันจริง ๆ พระพุทธเจ้าเคยตรัสเกี่ยวกับเรื่องคู่แท้หรือคู่บุพเพสันนิวาสเอาไว้ว่า..
ซึ่งก็สอดคล้องกับที่คุณแม่ของฝ่ายชายเล่าให้ฟังว่า นิสัยของเด็กสองคนนี้เติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำงานไม่เสร็จก็จะช่วยเหลือกันและกันตลอด ไม่เว้นแม้แต่ในวันสุดท้ายของชีวิตที่ทั้งคู่กำลังไปทานข้าวด้วยกันหลังเร่งทำงานเพื่อส่งอาจารย์วันจันทร์ด้วยกันจนเสร็จ และที่สำคัญคู่นี้รักและห่วงใยกันมาก จนทางผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานศพด้วยกันและเผาไปพร้อมกัน เพื่อจะได้ดูแลกันและกันต่อไป ดังนั้นหากจะมองในแง่ของการมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ก็คงจะอดคิดไม่ได้ว่าเป็น “คู่บุพเพสันนิวาส” กันค่ะ
ท้ายนี้ขอฝากไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะเจอคู่แท้ คู่บุญ หรือคู่กรรม ก็ขอให้ระลึกไว้เสมอว่ายังไงสุดท้ายเราก็ต้องจากโลกนี้ไปอยู่ดี ฉะนั้นขอให้ใช้เวลาทุกนาทีที่อยู่ด้วยกันบนโลกนี้อย่างมีสติและนำพาชีวิตของตนเองและคู่รักไปสู่หนทางแห่งการดับทุกข์ให้ได้นะคะ
ภาพที่ประกอบทั้งหมดเป็นภาพจริงของทั้งคู่ขณะยังมีชีวิต ทีมข่าว JS100 ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ น.ส.ลิสท์ศศิ มงคลพรทรัพย์ และนายเจษฎาภรณ์ บัวเพชร และขอขอบคุณครอบครัวที่อนุญาตให้เผยแพร่เรื่องราวนี้ ซึ่งทำให้พวกเราได้เห็นตัวอย่างของคู่บุพเพสันนิวาสอย่างแท้จริง
ต่อมาได้ทราบภายหลังว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเคยมาพูดเปรยไว้ว่าจะบวชให้พ่อแม่หลังจากที่ตัวเองเรียนจบ แต่ก็ต้องมาประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตเสียก่อน ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ กับ อ.ทิพย์วารี แอดมินเพจปาฏิหาริย์ และบรรณาธิการ หนังสือประเภทจิตวิญญาณและความเชื่อ โดย อ.ทิพย์วารีได้ให้ข้อมูลว่า
"ปกติแล้ว คนโบราณจะกำชับหนักมากเรื่องการให้ชายไทย เก็บเนื้อเก็บตัวให้ดี ในช่วงเวลาก่อนบวช เพื่อเหตุผล ๒ ประการได้แก่
๑.เตรียมตัวสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ท่องคำปวารณา และซักซ้อมทบทวนพุทธมนต์สำคัญ ซึ่งต้องใช้ในการประกอบพิธีตลอดจนกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติขณะอยู่ภายในวัด
๒. ตามความเชื่อโบราณ เชื่อว่าเจ้ากรรมนายเวร จะตามมาทวง มาตัดโอกาสที่เจ้าของกรรมนั้น จะได้มีโอกาสทำบุญใหญ่ และเชื่อว่ากรรมใหญ่ๆ หนักๆ ของผู้นั้น จะต้องได้รับการชดใช้ก่อนการเริ่มบุญใหญ่เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ตามหลักศาสนาแล้ว ก่อนบวชจะไปไหนอะไรยังไงก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อ สมัยพุทธกาล ท่านพาหิยะท่านฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์
พระพุทธเจ้าถามว่ามีผ้ามีจีวรบวชมั้ย ท่านตอบว่าไม่มี พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้ไปหามาเพื่อบวช
ท่านออกไปหา เจอวัวขวิดเสียชีวิตก่อนบวช
แต่ก็มีเรื่องอีกมากมายหลายเรื่องที่ออกไปหาผ้าเหมือนกัน แล้วก็ได้บวช
จึงอนุมานได้ทว่า เป็นเรื่องของ บุญ กรรม ที่สะสมมามากกว่า ซึ่งหากจะมา ก็ห้ามไม่ได้ ถึงวาระก็ต้องชดใช้หลีกเลี่ยงได้ยาก
ภาพและข้อมูลจาก js100 / อ.ทิพย์วารี
