ธรรมะชำระจิต วันสงกรานต์ แค่อ่านก็ได้บุญ!... พระอาจารย์อารยวังโส เผยวิธีสร้างชีวิตให้งดงาม ข้ามภพ ข้ามชาติ...

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

ธรรมะชำระจิต วันสงกรานต์ แค่อ่านก็ได้บุญ!... พระอาจารย์อารยวังโส เผยวิธีสร้างชีวิตให้งดงาม ข้ามภพ ข้ามชาติ...                                                                                                               ชำระจิต .. ในเทศกาลสงกรานต์ ปี ๒๕๖๑ !! 
 
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ อาตมาเดินทางลงเกาะ ภูเก็ตเพื่อเจริญภาวนา พักกายใจอยู่บนภูเขาต้นน้้า ที่ตั้งของพระธาตุภูหว้า ซึ่งปัจจุบันประดิษฐาน หลวง พ่อพุทธมงคลทะเลใต้ พระพุทธปฏิมาขนาดหน้าตักกว้าง ๖ เมตร สูงรวมฉัตรประมาณ ๑๑ เมตร ที่ได้ ฉลองสมโภชครั้งใหญ่ไปเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา โดยมี หม่อมหลวงสราลี กิติยากร ประธาน อ้านวยการสร้าง เป็นประธานในพิธี ที่มีนักปฏิบัติธรรมเดินทางมาร่วมงานเพื่อปฏิบัติบูชาเนื่องในงาน ดังกล่าว ที่ต่อเนื่องด้วยเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นการมุ่งพัฒนาคุณภาพจิตให้ถึงคุณลักษณะธรรม ความ เป็น ปริสุทโธ .. สมาหิโต .. และ กัมมนีโย ในเบื้องต้น ด้วยองค์ธรรมอุปการะ ๓ ประการ ได้แก่ วิริยะ สติ ปัญญา .. โดยมีสติที่ประกอบด้วยปัญญาเป็นทัพหน้า สามารถท้าการวิจัยธรรมและประกอบความ เพียรชอบได้ในทุกขณะจิต .. จนกว่าจะรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจธรรม การปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนา จึงเรียกว่า การเจริญสติ หรือ สติปัฏฐาน หมายถึง ที่ตั้งของ สติที่ก้าหนดลงไปในวัตถุ ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อรู้ในอารมณ์ ๔ อันเนื่องระหว่าง กายกับจิต ที่ ประกอบเป็น ชีวิตของเรา ชีวิต คือ อะไร !?  ชีวิตเกิดมาได้อย่างไร !?  อะไรท้าให้เกิดมีชีวิตขึ้น และจะเป็นอย่างไรต่อไป...  ...หากแปลตามรูปศัพท์ ชีวิต คือ ความเป็นอยู่ .. ความด้ารงอยู่ ซึ่งคงจะสั้นเกินไป เมื่อต้องน้าชีวิตมาสรุป วิเคราะห์ในบริบทแห่งชีวิต จึงต้องสรุปชีวิตให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมใหม่ว่า ชีวิต คือ ความปรากฏมีอยู่ใน ธรรมชาติ อันประกอบเกิดขึ้นจากหลายสิ่งหลายอย่างมารวมกัน จนเกิดความสมดุล ให้ปรากฏสภาวธรรม อนัหนง่ึเกดิขน้ึ ทเ่ีรยีกวา่ ชีวิต.. 

ธรรมะชำระจิต วันสงกรานต์ แค่อ่านก็ได้บุญ!... พระอาจารย์อารยวังโส เผยวิธีสร้างชีวิตให้งดงาม ข้ามภพ ข้ามชาติ...

หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นปัจจัยมาประกอบรวมกัน จนก่อเกิดชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ท้าให้ชีวิตเคลื่อนไหวไปตามบทเพลงของธรรมชาติที่มีลักษณะเป็น ธรรม ธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม และอิทัปปัจจยตา ! ความเป็นอิทัปปัจจยตาที่แสดงสัจธรรมในธรรมชาติ จึงสะท้อนธรรมลักษณะของชีวิตได้เป็นอย่าง ดีว่า จะหาสาระแก่นสารความเที่ยงแท้กับชีวิตมิได้เลย ชีวิตจึงเปรียบเหมือนสายน้้าที่ไหลไปตามแนว ล้าคลองผ่านท่าต่างๆ ท้าให้สายน้้ามีส่วนต่างๆ มาผสมผสาน อันแปรรูปเปลี่ยนแปลงไปตามท่าน้้านั้นๆ  ท้าให้สายน้้ามีความเปลี่ยนแปลงแปรรูปไปให้มีความหลากหลายตามไปด้วย เช่นเดียวกับชีวิต ที่ผันแปร ไปตามปัจจัยต่างๆ และเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยที่แสดงความเป็นนามธรรมรูปธรรม ที่ให้เกิดความสุข ความทุกข์กับชีวิตตามเหตุปัจจัย... ชีวิตที่รับวิบากจากเหตุปัจจัยให้เป็นสุขหรือทุกข์ จึงท้าให้ชีวิตขับเคลื่อนไปตามอ้านาจการแสวงหา เพื่อให้ได้รับผลตามที่ต้องการ... ชีวิตจึงขับเคลื่อนไปด้วยอ้านาจความต้องการที่ทะยานอยาก และพยายาม กระท้ากรรมนั้นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการ ...ชีวิตจึงวนเวียนอยู่กับเรื่องการแสวงหาตามอำนาจความ
2 ทะยานอยาก ตราบที่อ้านาจความต้องการยังไม่หมดสิ้นไป จึงกลายเป็นวนเวียนชีวิต ที่ด้าเนินไปตาม กิเลส กรรม และวิบาก ให้วนเวียนอยู่ไม่จบไม่สิ้น ภายใต้อ้านาจการควบคุมของธรรมชาติ ชีวิตจึงมีความ เกิด-ดับไปตามเหตุปัจจัย หาความเที่ยงแท้ในชีวิตมิได้เลย จึงปรากฏความทุกข์เป็นปกติในวนเวียนของ ชีวิต ที่เรียกว่า วัฏฏสงสาร ที่มีแต่สังสารทุกข์เป็นปกติ ความไม่รู้ – ความอยาก – ความยึดมั่นผูกพัน จึงเป็นอ้านาจธรรมที่ประกอบกับจิต บังคับควบคุม จิตให้ตกอยู่ภายใต้อ้านาจธรรมดังกล่าว ที่ให้ชีวิตรู้จักการกระท้าเพื่อสนองตอบความต้องการ การกระท้า กรรมดี-กรรมชั่วจึงเกิดขึ้น ชักน้าให้เกิดภพใหม่ต่อเนื่องไม่รู้จบ ซึ่งก่อเกิดกรรมวิบากทั้งดีและชั่วเป็นปัจจัย ให้เกิดนามธรรมรูปธรรม อายตนะ ผัสสะ และเวทนา จึงท้าให้ชีวิตมีการเรียนรู้ไปตามธรรมชาติจากการ ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้นึกคิดปรุงแต่งที่ปรากฏในปัจจุบัน อันเป็นผลและวิบากของ กรรมทั้งสิ้น .. จนท้าให้ชีวิตมีอาณาจักรกิเลสที่กว้างขวางใหญ่โต จนยากจะมีอ้านาจธรรมใดๆ มาเอาชนะ อ้านาจกิเลสธรรม ที่ควบคุมชีวิตให้ด้าเนินไปตามผลแห่งกรรมที่ก่อเกิดจากกิเลสเป็นปัจจัย แม้ชีวิตหนึ่งแตกดับไป .. ชีวิตใหม่ก็จะปรากฏเกิดขึ้น โดยรับผลส่งต่อมาจากชีวิตเก่า แม้ว่าชีวิต ใหม่กับชีวิตเก่าจะเป็นคนละชีวิตกัน แต่แท้จริงเชื่อมโยงส่งต่อสืบเนื่องกันมา ดังที่กล่าวไว้ให้ศึกษาในเรื่อง ดังกล่าวว่า... หากชีวิตหนึ่งแตกดับหรือตายไป กรรมใดที่กระท้าไว้ โดยเฉพาะการกระท้าที่ใกล้กับช่วงเวลา แตกดับ ก็จะส่งผลให้ชีวิตไปเกิดใหม่ เนื่องจากปฏิสนธิชีวิต (จิตที่เกิดในภพใหม่) ย่อมเกิดต่อจากจุติจิต (จิตในขณะตาย) เมื่อมีการตายก็มีการเกิดในภพใหม่ติดตามมา ด้วยการกระท ากรรมเป็นเหตุให้เกิด วิบาก และวิบากเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ต่อเนื่องกันไป.. เมื่อวิบากมี ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส (ตัณหา อุปาทาน) ที่จะเป็นปัจจัยไปสู่กรรมหรือการกระท้า เพื่อรับผลหรือ วิบากในเบื้องหน้า.. จนเกิดการส่งต่อชีวิต ว่าด้วยการด้าเนินไปของจิตในวัฏฏสงสารนี้ไม่จบไม่สิ้น ตราบที่ เหตุปัจจัยยังมีอยู่ .. การเกิด-ดับจึงเป็นธรรมลักษณะแห่งชีวิต (จิตใจ) ที่เป็นธรรมดา ที่แสดงให้เห็นว่า ชีวิตหนึ่งนั้นมีเวลาน้อยนิดนัก เมื่อเกิดมีขึ้นมา ที่สุดก็ต้องแตกดับไป .. จึงหาความเที่ยงแท้อะไรมิได้เลย ในชีวิตหนึ่งนั้น !! ในวนเวียนของชีวิตที่ด้าเนินไปในวัฏฏสงสารอันมีแต่สังสารทุกข์ จึงประสบแต่ความทุกข์ใจ ความ คับแค้นใจ ไม่จบไม่สิ้น ด้วยวิบากจากการกระท้าในชีวิตนั้น การจะหยุดการกระท้ากรรมใหม่ เพื่อตัดวงจร วัฏฏะหรือวนเวียนชีวิตให้ขาดไปนั้น จึงต้องเจริญสติตามธรรมวิธีในพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า วิปัสสนา กรรมฐาน เท่านั้น โดยในเบื้องต้น ต้องมีศีลบริสุทธิ์ เพื่อเป็นฐานแห่งความตั้งมั่นของชีวิตหรือจิตใจ จน จิตใจมีก้าลัง สามารถพัฒนาให้เกิดสมาธิได้ โดยเฉพาะสมาธิปริยายชั้นสูง (ฌานสมาธิ) เพื่อก้าวไปสู่ วิปัสสนาภาวนาได้อย่างไม่ยาก หรือการเจริญสติจนเข้มแข็ง สามารถก้าหนดรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อให้เห็นสัจธรรมของธรรมชาติ คือ ความเกิดขึ้น-ดับไปของรูปนาม จะได้ก่อ เกิดปัญญาอันมีประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนาจิตใจตามหลักเจริญสติปัฏฐาน ดังที่มีการเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ที่สอนกันอยู่แพร่หลายในพระพุทธศาสนา เมื่อศีลบริสุทธิ์ สมาธิพร้อมด้วยสรรพก้าลังของสติปัญญา การเริ่มต้นเจริญวิปัสสนาก็ย่อมเป็นไปได้ ด้วยจิตที่แนบอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ไม่ซัดส่ายไปหาอารมณ์อื่น แม้มีความคิดนึกแทรกเข้ามา ก็รู้เท่าทัน

ธรรมะชำระจิต วันสงกรานต์ แค่อ่านก็ได้บุญ!... พระอาจารย์อารยวังโส เผยวิธีสร้างชีวิตให้งดงาม ข้ามภพ ข้ามชาติ...

ความคิดนึก จนคุ้นเคยต่อการรู้เท่าทันสภาวธรรมการคิด.. เมื่อรู้ตัวว่าก้าลังคิด ให้หยุดติดตามเรื่องที่คิด แล้วกลับมาก้าหนดรู้อารมณ์ในปัจจุบัน ให้เห็นแจ่มแจ้งในความจริงนั้น.. ลักษณะจิตที่สามารถฝึกฝนได้ เช่นนี้ เรียกว่า จิตตวิสุทธิ เป็นความหมดจดแห่งจิต ที่ท้าให้จิตใสสะอาด สามารถเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่ ปรากฏเฉพาะหน้าได้ชัดเจน จนสามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือจิตที่ก้าหนดรู้ .. นี่คืออารมณ์ที่ถูกก้าหนดรู้... เมื่อปฏิบัติธรรมต่อเนื่องจนเชี่ยวชาญ ก็สามารถก้าหนดรู้ถึงองค์ประกอบ ๒ อย่างคือ จิตที่รู้ กับ อารมณ์ที่ ถูกรู้ ตรงนี้แหละเรียกว่า เกิดญาณก้าหนดรู้รูปนามตามความเป็นจริง ไม่มีรูปร่างสัณฐานของสมมติ บัญญัติใดมาปรากฏ ปัญญาที่รู้แก่กล้าขั้นนี้ จะเกิดทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ เมื่อชีวิตของเรามีความหมดจดแห่ง ศีล .. จิต และทิฏฐิ เกิดขึ้น ด้วยสติปัญญาที่มีคุณภาพ ก็จะ เกิดความรู้เท่าทันในโลกที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปมา ที่รวมลงมาเป็นชีวิตของเราว่า รูปนามมีปัจจัย อย่างนี้ อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ระหว่างนามกับรูปหรือรูปกับนาม ที่เรียกว่า ชีวิตหนึ่งนี้ การเห็นปัจจยการด้าเนินไปในการส่งต่อก่อรูปนามเป็นกระแส .. ก็จะเกิดขึ้น ให้เราเห็นว่าชีวิตนี้ ด้าเนินไปตามปัจจัยที่ส่งต่อเป็นปัจจยาการความสืบเนื่อง วนเวียนแห่งชีวิตที่ขับเคลื่อนไป เหมือนไม่มีต้น ชีวิต .. ไม่มีปลายเหตุ !!! มีแต่สิ่งที่ปรากฏมีอยู่ในชีวิต คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ...จึงไม่ควรมาวกวนเสพอยู่ในอารมณ์ที่ น่ารักน่าชัง .. กับเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว จนเสียจิต... ขาดสติปัญญา .. ที่จะรู้เท่าทันในปัจจุบัน... เพื่อเรียนรู้ ตามความเป็นจริง .. ที่ปรากฏมีอยู่จริง .. และใช้ความเข้าใจในความจริงที่เป็นสัจธรรมนั้น... ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด .. กับการพัฒนาจิตใจ .. ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต..ให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม .. สังคมที่เป็น จริง.. โดยเฉพาะสังคมโลกในยุคไร้พรมแดน .. ดังในปัจจุบัน.....พระพุทธองค์จึงตรัสหลักธรรมเพื่อการ ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดว่า ...อดีตผ่านไปแล้ว .. มันก็ผ่านไปแล้ว ไม่ควรอาลัย ...อนาคตยังมาไม่ถึง... ไม่ควรไปเสียจิตพะวงหา ...บุคคลควรก้าหนดรู้เท่าทันให้เห็นแจ้งในธรรมปัจจุบัน ... ไม่ง่อนแง่นคลอน แคลนสงสัย พึงเจริญธรรมในปัจจุบันให้ปรุโปร่งเถิด ...พึงท้าความเพียรชอบอย่างมีสติในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ ความตายในวันพรุ่งนี้....... จากดังที่กล่าวมาโดยสรุป จะเห็นได้ว่าร้อยชีวิต พันชีวิตมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว... จึงควร ก้าหนดรู้ในชีวิตปัจจุบันที่เป็นจริงนั่นแหละ .. ส้าคัญที่สุด อย่าหลงเข้าไปในม่านของอารมณ์จนลืมเรียนรู้ ความจริงที่เป็นสัจธรรมเลย... เพราะนอกจากไม่ให้ประโยชน์แล้วกลับเป็นโทษอันยิ่ง...ที่มอมเมาหลอก ตนเองไปในม่านอารมณ์อดีต- อนาคต ในแต่ละวัน จนลืมดูแลพัฒนาชีวิตปัจจุบันให้เกิดคุณภาพ... เพื่อ ประโยชน์อันควร... วันนี้ในเทศกาลสงกรานต์ประจ้าปี ๒๕๖๑ อาตมาจึงชักชวนพระภิกษุและคณะศรัทธา สาธุชน มาเจริญภาวนาตามป่าตามเขา จากพระธาตุภูหว้า ก็จะไปต่อที่ภูเขาหลวง คีรีวง อาศัยป่าเป็น สถานที่ศึกษาปฏิบัติธรรม เพื่อสืบเนื่องพระธรรมวินัย... เพื่อจะได้เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ต่อพระภิกษุ .. ศิษย์ ศรัทธาฯ ก่อนจะไปท้างานใหญ่ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในชมพูทวีปในเทศกาลวิสาขบูชาประจำปีนี้ เจริญพร 

 (บทความพิเศษ จากพระอาจารย์อารยวังโส)