- 19 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ถ้ำบูชานี้ แต่ก่อนมีวัตถุโบราณ มีพระพุทธรูปโบราณ ชาวบ้านไปค้นพบก็จะนำไปออกขายบ่อยๆ มีข่าวเล่าลือกันว่า แม้พระพุทธรูปทองคำยังหลงเหลือในถ้ำในเขตภูวัวนี้ เพราะพวกพราน พวกชาวป่าในสมัยโบราณได้เคยหลงทางไปพบเห็นกันมาแล้ว แต่ไม่มีใครกล้านำออกมา ด้วยเกรงอำนาจเทพารักษ์ที่บำรุงรักษาสถานที่เหล่านั้น จึงเพียงโจษขานให้ลูกหลานฟังต่อๆกันมา พวกญาติโยมสมัยนี้ก็อยากได้เห็นได้กราบบูชา จึงมารบเร้าข้าพเจ้า พวกเขาเองช่วยกันค้นหากันเท่าไรก็ไม่พบจนเต็มสติปัญญาแล้วไม่เห็นพบ ขอให้พระ ให้เณรช่วยหาด้วยก็ไม่พบ
วันหนึ่งระหว่างข้าพเจ้า(พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ) ภาวนา ได้นิมิตไปว่ากำลังค้นหาพระ แต่ไม่เห็น ปรากฏไปเห็นยักษ์ตนหนึ่ง เป็นยักษ์ผู้หญิง รูปร่างสูงใหญ่มาก ตัวดำสนิทผมยาวรุงรัง มีแต่ผ้านุ่ง เปลือยกายท่อนบนตลอด อกยานใหญ่ .....ใหญ่จริงๆ ท้องก็อ้วนใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่ที่น้ำตกสะอาม ข้าพเจ้าเห็นยักษ์ก็เดินเข้าไปถาม “ท่านมายืนอยู่ที่นี่ทำไม”
เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นยักษ์ อยู่ที่น้ำตกสะอามนี่ ที่อยู่ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่”
“ทำไมจึงมาเป็นยักษ์อยู่ที่นี่”
“เพราะแต่ก่อนเคยทำบาป”
“เคยทำบาปอะไร” ข้าพเจ้า (พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ) ซัก
เขาเลยตอบว่า “ตั้งแต่ชาติก่อน นานมาแล้ว” ชาติไหนก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าไม่มีญาณระลึกชาติได้.....
“ชาตินั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นภรรยาของพระคุณเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผู้ทุจริต ประพฤติผิดมิจฉากาม มีจิตใจนอกรีตนอกรอย ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี คือพระคุณเจ้า เป็นคนเล่นชู้ ไปคบชายอื่นนอกจากสามี เป็นคนเกเร และเมื่อเวลาสามีจับทุจริตได้ ก็เลยล่อลวงสามี ปกปิดไว้ว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้ล่วงประเวณี ด้วยบาปอกุศลกรรมอันนั้น ทำให้ข้าพเจ้าต้องเกิดมาเป็นยักษ์อยู่ ณ ที่นี้”
ข้าพเจ้านิ่งฟังด้วยความสลดสังเวชใจในบุพกรรมเก่าของสัตว์โลก เวลานั้นมัวแต่นึกสลดสังเวชใจ เลยเผลอไป ไม่ทันคิดจะถามว่าเขาต้องใช้กรรมเกิดมาเป็นยักษ์เท่าไหร่แล้ว ได้แต่คิดถามเรื่องที่ญาติโยมรบเร้า
“ที่นี่-ที่ถ้ำสะอามนี้เขาว่ามีพระพุทธรูปทองคำโบราณอยู่ใช่ไหม มีใช่ไหม?”
เขาบอกว่า “มี-มีอยู่”
“ท่านรู้จักไหม ที่อยู่ของพระพุทธรูป”
เขาบอกว่า “รู้จัก”
“ถ้า-งั้นช่วยบอกหน่อยได้ไหม”
เขาสั่นหน้า “ไม่บอก”
“ทำไมไม่บอก”
“เพราะข้าพเจ้าเกลียดชังท่าน”
“เกลียดชังเราทำไม”
“เกลียดชังเพราะท่านละข้าพเจ้า หย่าจากข้าพเจ้าไปในครั้งนั้น” เขาบอก “พระพุทธรูปมีอยู่ แต่ไม่ให้เห็นหรอก”
ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ในนิมิตครั้งนั้น ยักษ์ตนนั้นได้บอกข้าพเจ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าตื่นขึ้น พิจารณาถึงนิมิตด้วยความสลดสังเวชใจ เลยแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้เขา ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏนิมิตเห็นเขาอีกเลย เขาจะพ้นทุกข์ไปแล้วหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ สำหรับเรื่องพระพุทธรูปทองคำนั้น ข้าพเจ้าเลยบอกญาติโยมที่กำลังวุ่นวายไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากคอยไปค้นถ้ำโน้น คอยมาค้นถ้ำนี้ว่า อย่าไปหาเลย ไม่เห็นหรอกเขาไม่ให้เห็น
เขาเชื่อกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ถึงจะหากันแทบล้มประดาตายอย่างไรก็ตาม ก็หาไม่เห็นจริงๆ นี่เป็นเหตุการณ์ระหว่างพรรษาที่อยู่ตาดสะอามถ้ำบูชา จะจริงไม่จริงอย่างไร ก็เป็นนิมิตฝันต่างหากมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อแก้ง่วงเหงาหาวนอนเท่านั้น ผู้ฟังจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจอะไรไปบังคับให้เชื่อให้เห็นได้
• พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ •
ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ เกร็ดธรรมะ ประวัติ พระกรรมฐาน
