โซเซียลวิจารณ์หนัก!! วัดดังเชียงใหม่ สร้าง "ศาลาบาตร" บดบัง "เสาอินทขิล" หลักเมืองเชียงใหม่ วัดอ้าง..สร้างเพื่อต้อนรับคณะศรัทธา (ชมคลิป) !!

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

โซเซียลวิจารณ์หนัก!! วัดดังเชียงใหม่ สร้าง "ศาลาบาตร" บดบัง "เสาอินทขิล" หลักเมืองเชียงใหม่ วัดอ้าง..สร้างเพื่อต้อนรับคณะศรัทธา (ชมคลิป) !!

 

              จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของ วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร เชียงใหม่ ที่มีการก่อสร้างศาลาบาตรติดกำแพงวัด และในเวลาต่อมาได้ปรากฎข่าวว่ามีการร้องเรียนว่า การดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว ความสูงได้บดบังสถานที่ศักดิ์สิทธิภายในวัด ทั้งอาคารเสาอินทขิล วิหารหลวง รวมทั้งเจดีย์หลวงเก่าแก่จนไม่สามารถมองเห็นจากด้านนอก จนกระทั่งในเวลาต่อมีเกิดกระแสและเสียงวิพากวิจารณ์จากโซเชียลมีเดียและชาวบ้าน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น 

โซเซียลวิจารณ์หนัก!! วัดดังเชียงใหม่ สร้าง "ศาลาบาตร" บดบัง "เสาอินทขิล" หลักเมืองเชียงใหม่ วัดอ้าง..สร้างเพื่อต้อนรับคณะศรัทธา (ชมคลิป) !!

 

                พระครูมหาเจติยาภิบาล ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ซึ่งเป็นตัวแทน พระราชเจติยาจารย์ (ชูเกียรติ อภโย) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง ได้เปิดเผยว่า เกี่ยวกับกรณีการดำเนินการก่อสร้างศาลาบาตรติดกำแพงวัด ที่ปรากฎเป็นข่าวในขณะนี้ โดยการดำเนินการก่อสร้างนั้นได้มีมติผ่านที่ประชุม ที่ได้มีการลงความเห็นร่วมกันในทุกผ่าย ให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างคือ เพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับคณะศรัทธา ญาติโยม รวมทั้งผู้ที่เดินทางมาที่ วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร โดยเฉพาะที่มาสักการะบูชาวิหารอินทขิล ซึ่งเป็นเสาหลักบ้านหลักเมืองเชียงใหม่ 

               โดยในการประชุมของคณะสงฆ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 ก็มีการลงความเห็นในที่ประชุมว่า ปีนี้จะมีการดำเนินการก่อสร้างศาลาราย เพื่อใช้เป็นสถานที่ต้อนรับศรัทธาญาติโยม โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่สามารถจะเข้าไปภายในเสาหลักเมือง หรือเสาอินทขิลได้ โดยจะได้ใช้เป็นที่พักผ่อน เป็นที่ทำพิธี ทำบุญ ภายนอกวิหาร ซึ่งในทุกๆ ปีที่ผ่านมานั้น ทางวัดก็ได้มีการทำศาลาในลักษณะดังกล่าวไว้แล้วเช่นกัน แต่ทุกปีที่ผ่านมาเป็นศาลาที่ใช้เพียงชั่วคราว ที่ได้มีการมุงด้วยใบตองตึง แต่ในปีนี้ทางวัดต้องการที่ทำให้มีความมั่นคงแข็งแรงขึ้นมา

               และเรียกว่าศาลารายกึ่งถาวร โดยมีเจตนาที่จะให้ทางคณะศรัทธา สาธุชนที่เดินทางเข้ามาในวัดได้ใช้ประโยชน์ในการพักผ่อน มีที่ทำบุญที่สะดวกขึ้นก่อนที่จะได้ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิล โดยเฉพาะศรัทธาญาติโยมที่เป็นผู้หญิง ก็จะมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยการดำเนินการก่อสร้างนั้นยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันในช่วงการจัดงานใส่ขันดอกเสาอินทขิล ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ จากนั้นก็จะมีการดำเนินการตกแต่งปรับปรุงให้มีความสวยงามเหมาะสมต่อไป

 

โซเซียลวิจารณ์หนัก!! วัดดังเชียงใหม่ สร้าง "ศาลาบาตร" บดบัง "เสาอินทขิล" หลักเมืองเชียงใหม่ วัดอ้าง..สร้างเพื่อต้อนรับคณะศรัทธา (ชมคลิป) !!

 

            สำหรับ "เสาอินทขิล" หรือเสาหลักเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชจะสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ในช่วงประมาณปี พ.ศ.1839  โดยตั้งแต่แรกเริ่มนั้น เสาอินทขิลได้ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารของวัดอินทขีลสะดือเมือง หรือวัดสะดือเมือง  ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2343  พระเจ้ากาวิละซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น ได้ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ทำการขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ จากนั้นได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยได้ย้ายเสาอินทขิลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง โดยประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ ของวัดตั้งแต่นั้นมาจวบจนปัจจุบัน

            เสาอินทขิลของเมืองเชียงใหม่สร้างขึ้นด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่าการสร้างเมืองในสมัยก่อน จะต้องมีเสาหลักเมือง เป็นศูนย์รวมแห่งความเชื่อความศรัทธา และจะต้องตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมือง ที่เรียกว่า สะดือเมือง เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมือง ว่ากันว่า เสาหลักเมืองเป็นเสาแห่งความมั่นคงตามดวงชะตา ที่จะกำหนดความเจริญและความเสื่อมของเมือง ซึ่งในส่วนของตัวเสาหลักอินทขิลนี้ สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ที่ฝังอยู่ใต้ดิน  โดยทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีงานพิธีบูชาเสาอินทขิล ซึ่งเรียกกันว่า เข้าอินทขิล ถือเป็นการบูชาและพิธีฉลองหลักเมืองของชาวเชียงใหม่ซึ่งเชื่อกันว่าเสาอินทขิลเป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุข ดังนั้น หลายคนจึงนิยมมาขอพรจากเสาอินทขิลเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ กูรูเชียงใหม่ เรื่องเชียงใหม่กูรู้

                           https://thai.tourismthailand.org

ขอบคุณคลิปจาก : เพจ กูรู้..โลกรู้