- 27 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ต้องเกริ่นก่อนว่า ตามราชประเพณีแต่เดิมนั้น บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ เมื่อจะวายชนม์นั้น ก็ต้องมีหนังสือกราบถวายบังคมลาตาย มาที่กระทรวงวัง (ในสมัยนั้น) แต่ผู้ที่ยื่นหนังสือดังกล่าวก็ต้องเป็นญาติของผู้ตาย เพราะถ้าผู้ตายมากราบบังคมทูลเองก็เห็นจะไม่ดี
(รัชกาลที่ 6)
ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) พระองค์ท่านประทับอยู่ที่พระที่นั่งอุดรภาค ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่มีเฉลียงทางเดินต่อกับพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งตามปกติที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ นั้น บรรดาราชองครักษ์และมหาดเล็กก็จะรอรับเสด็จที่พระที่นั่งอัมพรสถาน และรถพระที่นั่งก็จะจอดรออยู่ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน
วันที่เกิดเรื่องนั้น พระองค์ท่านกำลังจะเสด็จพระราชดำเนินไปสรงนํ้าพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระเนศวรฤทธิ์ เมื่อเสด็จฯ ออกจากพระที่นั่งอุดรภาค มายังพระที่นั่งอัมพรสถาน ระหว่างทางทรงพบกับนายพันโท จมึ่นฤทธิ์รณจักร (กรับ โฆษะโยธิน) ยืนถวายความเคารพอยู่ ก็ทรงยกพระหัตถ์รับ แต่ก็ทรงนึกในพระทัยว่าทำไม จมึ่นฯ จึงมายืนตรงนี้ ทำไมไม่ไปยืนรับเสด็จที่หน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน ท่าทีเขาก็ไม่เห็นจะถวายหนังสือหรือมีเรื่องกราบบังคมทูลอันใด อีกอย่างหนึ่งที่ทรงแปลกพระทัยก็คือ การแต่งกายของท่าน ที่วันนั้นมีหมายให้แต่งเต็มยศขาว แต่วันนั้นท่านกลับแต่งเต็มยศใหญ่ ครั้นจะทรงทักก็ทรงเกรงใจ จึงเสด็จผ่านไป
พอเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจแล้ว ก็เสด็จกลับมาที่พระที่นั่งอุดรภาค พอมาถึงก็ทอดพระเนตรเห็นธูปเทียนและหนังสือลาตาย ก็ทรงเปิดทอดพระเนตร ในนั้นปรากฏข้อความว่า "ดอกไม้ธูปเทียนของข้าพระพุทธเจ้า นายพันโท จมึ่นฤทธิ์รณจักร (กรับ โฆษะโยธิน) ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาถึงแก่กรรม ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ" ทันใดนั้น ก็ทรงนึกขึ้นได้ว่า ที่ท่านได้แต่งเต็มยศใหญ่มาเฝ้า ก็คงจะมากราบบังคมทูลลาตายด้วยตัวเองกระมัง เรื่องนี้ ทรงเล่าให้ข้าราชสำนักฟัง รวมทั้งพระยาบำรุงราชบริพาร ซึ่งนำเรื่องมาบันทึกลงไว้ในหนังสือในภายหลัง
(พระฤทธิ์รณจักร)
อ้างอิงข้อมูลจาก - หนังสือวชิราวุธานุสรณ์ , pantip.com/topic/32594123
