ปูมหลัง"โจ๊ก หวานเจี๊ยบ"ก่อนเพจดังท้าชน"อมอุจจาระสุนัข"ปม"ส่วยภูเก็ต"พบ!! เคยเจอข้อหา"ข่มขู่รีดไถ"มาแล้ว!!??

Publish 2017-11-07 13:16:08



ดูเหมือนว่าเส้นทางในการรับราชการตำรวจของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว หรือที่รู้จักกันในนาม “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ ” จะโรยด้วยกรีบกุหลาบมาโดยตลอด เพราะนายพลตำรวจหนุ่มคนนี้ เป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และเป็นทราบกันทั่วว่าเขาเป็นคนสนิทพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

และถึงวันนี้เส้นทางก็ไม่น่าจะโรยด้วยกรีบกุหลาบอีกต่อไปหรือไม่?? เพราะล่าสุดเมื่อ 31 ตุลาคม 2560  เพจชื่อดัง Spotlight Phuket ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุ ท้าชน “พ.ต.อ.สุรเชษฐ์”โดยขอให้พิสูจน์เรื่องตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตรับส่วยและรีดไถผู้ประกอบการ/นักท่องเที่ยว เดือนละกว่า 100 ล้านบาท มีจริงหรือไม่? ได้มีการท้าทายถึงขั้น อมอุจจาระสุนัข เลียชักโครกบ้าน“พ.ต.อ.สุรเชษฐ์” พร้อมยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิศรี หรือโจ้ สปอตไลท์ ภูเก็ต ผู้ก่อตั้งและแอดมินเพจชื่อดัง Spotlight Phuket ให้สัมภาษณ์ชนิดดุเดือด กับรายการวิทยุ สืบจากข่าว ทางคลื่น อสมท. หลังไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และจเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งฃาติ กรณีตำรวจท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต พัวพันกับเรื่องส่วยและรีดไถประชาชน บางช่วงบางตอนว่า.. มีตัวเลขรายการรับส่วยและรีดไถ เฉพาะพื้นที่ อ.ป่าตอง ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน เป็นเงินที่มาจากการกดขี่ ข่มเหงกลุ่มแรงงานต่างด้าว การใช้ช่องว่างทางกฎหมายกับกลุ่มสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และกลุ่มสถานบันเทิง ถ้าจะให้เจาะลึกชัดๆ เช่น แรงงานต่างด้าวชาวเนปาลที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ทำมาหากินขายของใน อ.ป่าตอง มีประมาณ 1,000 คน แต่ละคนต้องส่งส่วยให้ตำรวจท่องเที่ยวคนละ 8,000 บาทต่อเดือน เงินเข้ากระเป๋าตำรวจท่องเที่ยวเฉพาะจุดนี้จุดเดียว 8,000,000 บาท

นายธรรมรัตน์กล่าว "จริงๆ แล้วถ้าให้คนต่างด้าวเหล่านั้นทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เงินเหล่านั้นก็จะเข้าไปเป็นรายได้พัฒนาประเทศชาติ ซึ่งยังมีส่วยและการรีดไถอีกอีกมหาศาลทั้งจากนายหน้าที่ตามเก็บส่วยให้ตำรวจท่องเที่ยวที่เรียกว่า “หมานาย”อีกเท่าไหร่ ซึ่งคนภูเก็ตก็รู้เรื่องพวกนี้ดี แต่ทำไมนายตำรวจระดับสูงของ สตช.ถึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น คือไม่อยากให้ตำรวจอาศัยช่องว่างทางกฎหมายไปรังแกประชาชน และวันนี้สุดจะทนแล้วกับความนิ่งเฉย จึงขอท้าชนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ คือท่านผู้การโจ๊ก พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว ถ้าท่านพิสูจน์ได้ว่า ภูเก็ตไม่มีตำรวจท่องเที่ยวรับส่วยและรีดไถชาวบ้าน/ผู้ประกอบการจริงๆ ตนจะยอมทำตามที่สัมภาษณ์กับรายการสืบจากข่าว คือ ไปเลียชักโครก และไปอมอุจจาระสุนัขบ้านท่านผู้การโจ๊ก โดยมีท่านผู้ฟังที่ฟังรายการอยู่ทั่วประเทศเป็นพยานให้กับผม แต่ถ้าหากว่ามีการรับส่วยและรีดไถจริง ผมอยากให้ท่านลาออกจากการเป็นตำรวจและมาเป็นประชาชนธรรมดาจะได้หรือไม่? ส่วนตน คนจริงทำจริงแน่นอน”

 “..และในหนังสือก็ระบุชื่อนายตำรวจตัวแสบ 2 คน ระดับ พ.ต.อ.และพ.ต.ต. ยังไม่รวมลูกน้องปลายแถว และมาเฟียนักเลงท้องถิ่นที่พร้อมจะเป็นมือเป็นเท้าในการเดินทางไปเก็บส่วยให้ และคนที่นั่นเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “หมาของนาย” หรือฝรั่งจะเรียกว่า “ โรโบขอบ” (robocope) “
 



ทั้งนี้หากย้อนดูประวัติของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ก็จะพบว่ามีประวัติที่ไม่ธรรมดากันเลยทีเดียว พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 47 และถือเป็นนายพลตำรวจคนหนึ่งที่มีการเติบโตในตำแหน่งหน้าที่แบบก้าวกระโดด  จนถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า  ต้องจับตาเพราะเป็นนายพลตำรวจคนแรกที่มีอายุราชการน้อยที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้ง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”  ด้วยวัยเพียง 42 ปีเท่านั้น 

แถมยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเสียงวิจารณ์กันให้แซ่ดว่าพล.ต.ต. สุรเชษฐ์ สามารถก้าวข้ามกฎกติกาว่าด้วยการขึ้นเป็นนายพลตำรวจได้อีกต่างหาก ทั้งๆที่พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ มีตำแหน่งเป็นรองผบก.เพียง2ปี และไม่เคยผ่านรร.หลักสูตรผู้บังคับการ แต่สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นนายพลได้ทั้งๆที่ตามระเบียบระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่จะเป็นนายพลตำรวจได้นั้นจะต้องมีตำแหน่งเป็นรองผบก.อย่างน้อย4ปี และต้องผ่านรร.หลักสูตรผู้บังคับการ แต่พล.ต.ต สุรเชษฐ สามารถฝ่าด่านเหล่านี้มาได้ เรียกว่า เป็นนายตำรวจที่ไม่ธรรมดา 


ชีวิตข้าราชการตำรวจ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  เคยมีประวัติไปพัวพัน กับการเรียกรับ”ส่วย” มาแล้ว กับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้  หรือ ก่อนที่  “พล.ต.ต.สุรเชษฐ์”  จะกลายเป็นนายพลในปัจจุบัน    ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.บก.ปคม. เมื่อประมาณต้นปี 2554 ได้ถูก นายเขตสยาม เนาว์รังสี เจ้าของสถานบริการโบว์ลิ่งเบียร์ คาราโอเกะ เข้าแจ้งความกล่าวหาว่าถูก "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” และพวกรวม 3 คน ข่มขู่รีดไถ ตามสำนวนอาญา ที่ 18/2554

นายเขตสยาม เนาว์รังสี  บอกเล่าว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งเข้ามาพบที่ร้านอ้างชื่อ  พ.ต.อ.สุรเชษฐ์  (ยศ-ตำแหน่งในขณะนั้น)  ขอเก็บค่าอำนวยความสะดวกเดือนละ 1,000 บาท โดยให้โอนเข้าบัญชีผู้หญิง ต่อมามีการขอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเดือนละ 5,000 บาท  ทำให้ตนจ่ายไม่ไหว  จึงถูกผู้กล่าวอ้างข่มขู่จะอุ้มไปวิสามัญฯ  จนเกิดความเกรงกลัวต้องหนีข้ามไปฝั่งเพื่อนบ้าน แต่ในที่สุดเมื่อเห็นมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ รวมตัวกันร้องเรียนมากถึง 130 รายผ่านไปยังศูนย์เว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงตัดสินใจข้ามแม่น้ำโขงแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว
 



ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงในขณะนั้นจึงมีคำสั่งให้  พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพัฒน์ ผบช.ก.  ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรง  ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและให้ย้าย พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น
 
กระทั่งท้ายสุด “พ.ต.อ.สุรเชษฐ์”  ในวันนั้น หรือ “พล.ต.ต.สุรเชษฐ์” วันนี้  ถูก “พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง”  จเรตำรวจแห่งชาติ (ในขณะนั้น)  พิจารณาดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหา และยื่นร้องปปช.ให้ดำเนินคดีอาญา “พล.ต.ต.สุรเชษฐ์” ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
 
แต่ในทางกลับกัน  พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ตั้งทนายยื่นฟ้อง  พล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี  (ขณะดำตำแหน่งผบ.ตร.)  รวมถึง  พล.ต.อ.สถาพร และพวกรวม 15  คน  ต่อศาลอาญาในความผิดต่อหน้าที่ราชการว่า  ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยไม่มีอำนาจและมีเจตนากลั่นแกล้งชี้มูลความผิดให้ได้รับความเสียหาย
 
จากวันนั้นถึงวันนี้ สำนวนคำร้องพิจารณาความผิดต่อ “พล.ต.ต.สุรเชษฐ์”  หรือ  “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากการดำเนินการของปปช. ในขณะที่ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตข้าราชการตำรวจของ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”  ดังนั้นก็ต้องดูว่ากับกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นที่จ.ภูเก็ต จะมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล จะสามารถเอาตัวรอดอย่างทุกครั้งที่ผ่านมาได้หรือไม่


เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News

Recommend News