"ม.ธุรกิจบัณฑิต" ลดจีดีพีเหลือ 2.75% จาก 3%  เหตุเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น!!

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th

                คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปรับลดจีดีพีปีนี้จาก 3% เหลือ 2.75%  หลังเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่ทั่วถึง

 

                วันนี้ (15 มี.ค. 59) นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า ปีนี้คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ จากเดิมคาดว่าจะโตร้อยละ 3 เมื่อครั้งจัดทำประมาณการณ์ในช่วงเดือนธันวาคม 2558 ให้เหลือโตร้อยละ 2.75 และปรับลดประมาณการจีดีพีเอสเอ็มอีจากที่คาดว่าจะโตร้อยละ 2.8 เหลือเพียงร้อยละ 2.6 เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น มาตรการอัดฉีดสินเชื่อวงเงินกว่า 100,000 ล้านบาท ยังไม่ทั่วถึง เพราะช่วยเน้นกลุ่มเอสเอ็มอี ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเท่านั้น ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 1 ใน 4 ของเอสเอ็มอีทั้งหมดที่มีถึง 2.7 ล้านราย หรือเพียง 600,000 รายเท่านั้น ดังนั้น จึงหวังว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั่วถึงมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้เอสเอ็มอีโตได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1-2 ในช่วง 2 -3 ปีข้างหน้า

               ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 437 ราย เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการไตรมาส 1 และ 2 ปี 2559 รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการทำธุรกิจและแนวทางการปรับตัว โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-11 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปีนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ มองว่าเศรษฐกิจไทยแย่ลงหรือแย่ลงมาก โดยผู้ที่ระบุคำตอบนี้มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็นร้อยละ 51.9 แต่ผลคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 สัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือร้อยละ 30.9 สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มดีขึ้น

 
                สำหรับด้านรายได้ที่ได้รับไตรมาส 1 เทียบกับที่คาดหวังไว้ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ร้อยละ 57.8 ระบุว่าต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพตลาดภายในประเทศที่กำลังซื้อลดลง ส่วนที่รายได้มากกว่าที่คาดหวังไว้มีเพียงตัวละ 9.2 เท่านั้น ส่วนใหญ่ระบุว่าเกิดจากการที่ตลาดเติบโตขึ้นหรือสามารถหาตลาดได้เพิ่มขึ้น สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ นอกจากภาวะเศรษฐกิจไทย ความต้องการของตลาดที่ลดลง การแข่งขันที่สูงขึ้น ต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจโลกแล้ว ปัญหาภัยแล้งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีไตรมาส 2 เนื่องจากภัยแล้งทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นส่งผลต่อกำลังซื้อของประเทศ นอกจากนี้ ภัยแล้งยังทำให้กำลังซื้อในชนบทและกำลังซื้อของภาคเกษตรลดลงอีกด้วย 

 

               สำหรับด้านแนวทางทำธุรกิจไตรมาส 2 ปีนี้ เอสเอ็มอีให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการทำธุรกิจมากกว่าการเพิ่มรายได้ สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอียังอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นตามที่คาดไว้ ประเด็นที่น่ากังวล คือ แม้ว่าเอสเอ็มอีจะยังทำธุรกิจได้ แต่เป็นการประคองตัวให้อยู่รอดเท่านั้น ไม่ได้มีแผนการพัฒนาธุรกิจระยะยาวที่ชัดเจน หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น กำลังซื้อจะเริ่มกลับมา แต่ความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทยก็จะไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น