- 23 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th
"ไพบูลย์" สั่ง "กรมคุมประพฤติ" หารือ "ศาล" ถึงอำนาจการควบคุมผู้ถูกคุมประพฤติให้ชัด หลัง "แพรวา" แหกคอกไม่ทำตามเงื่อนไขการบำเพ็ญประโยชน์ พร้อมสั่งสอบกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่พูดจาลวนลามแล้ว
วันนี้ ( 23 มี.ค.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงณีที่ น.ส.แพรวา ผู้ต้องหาคดีขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิคชนรถตู้โดยสารจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานบริการสังคมของผู้ถูกคุมประพฤติไม่ได้ไปรายงานในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมตามคำสั่งของศาล ว่า ได้ให้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ ไปติดต่อ น.ส.แพรวา และครอบครัว เพื่อพูดคุยถึงประเด็นที่เกิดขึ้น เพราะหาก น.ส.แพรวา ได้บำเพ็ญประโยชน์จริงก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ซึ่งการพูดคุยนั้น อธิบดีกรมคุมประพฤติจะต้องชี้แจงระเบียบขั้นตอนให้ทราบ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะอธิบดีต้องเป็นคนเซ็นอนุมัติ แต่ต้องไม่ให้เสียระบบที่เคยเป็นมา เนื่องจากยังมีผู้ถูกคุมประพฤติอีกจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน หากไม่มีข้อยุติจะกลายเป็นตัวอย่างให้ผู้ถูกคุมประพฤติรายอื่นได้
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เมื่อศาลตัดสินแล้วจะส่งผู้ถูกคุมประพฤติมาอยู่ในความควบคุมดูแลของกรมคุมประพฤติ โดยกรมคุมประพฤติต้องรายงานกลับไปยังศาล ซึ่งหากไม่ทำตามระเบียบก็จะส่งผลให้มีปัญหาตามมา ส่วนเรื่องที่ น.ส.แพรวาได้ร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่พูดจาไม่เรียบร้อยนั้น ตนก็ได้สั่งให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งต้องแยกเป็นคนละประเด็นกัน
"ส่วนการไต่สวนของศาลนั้นไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่เจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติก็ต้องทำตามระเบียบของศาล ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถรายงานต่อศาลได้ ตนไม่เข้าใจว่าขั้นตอนหลังศาลตัดสินแล้ว ส่งมายังกรมคุมประพฤติจะเป็นหน้าที่ของกรมคุมประพฤติ หรือศาลมีอำนาจควบคุมด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องไปพูดคุยกับศาลให้ชัดเจนถึงอำนาจหน้าที่ในการดูแลผู้ถูกคุมประพฤติ " พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ นายวิโรจน์ แซ่หว้า อดีตผู้ต้องโทษคดียาเสพติด เดินทางเข้าพบ รมว.ยุติธรรม เพื่อแสดงความขอบคุณที่ได้รับโอกาสให้พักการลงโทษ ซึ่งนายวิโรจน์ เป็นชาวเพชรบูรณ์ ต้องโทษประหารชีวิต หลังจำคุกกว่า 15 ปี ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 6 ครั้ง ก่อนได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดโดยพักการลงโทษ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้ นายวิโรจน์ อยู่ในการดูแลของกรมคุมประพฤติระหว่างพักโทษจำคุก 5 ปี ซึ่งนายวิโรจน์ได้แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตข้างนอกเรือนจำ จึงตั้งใจทำภารกิจเดินเท้าจาก จ.เพชรบูรณ์ เข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมลงนามถวายพระพร รวมระยะทาง 635 กิโลเมตร จนสำเร็จ ทั้งนี้เขาบอกว่าต้องการทำให้เป็นตัวอย่างกับอดีตผู้ต้องโทษรายอื่นๆ ที่ได้รับโอกาสอภัยโทษ กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยขอให้กลุ่มคนเหล่านี้อย่าอายหรือกลัวถูกประณาม ที่จะออกมาแสดงความเคารพรักต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
