- 01 พ.ค. 2569
ตำรวจยังไม่รับเรื่องลงบันทึกประจำวันให้ “สายเชีย วงศ์วิโรจน์” หลังออกมาปัดเอี่ยว “หาดทรายขาว” เนื่องจากเจอหลักฐานสำคัญ
ความคืบหน้ากรณี “สายเชีย วงศ์วิโรจน์” นักแสดงสายสู้ชีวิตชื่อดัง ควง “ทนายอั๋น” เข้าพบกองปราบฯ หวังแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยืนยันไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการ “หาดทรายขาว” ตามที่สังคมเข้าใจ แต่เรื่องกลับไม่จบง่าย เมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่รับลงบันทึกประจำวัน
วันที่ 1 พ.ค. 69 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายภัทรพงศ์ ศุภอักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” พานาย “สายเชีย วงศ์วิโรจน์” อายุ 57 ปี นักแสดงและสตั๊นท์แมน เจ้าของวลี “จน เครียด กินเหล้า” เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อขอให้บันทึกประจำวัน ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ “หาดทรายขาว”
ก่อนหน้านี้ “สายเชีย” ถูกนำเสนอในฐานะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้บุกเบิกโครงการขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 500 ไร่ จนถูกยกเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิตจาก “จน” สู่ “รวย” แต่เจ้าตัวออกมายอมรับว่า ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการ เป็นเพียงผู้รับจ้างสวมบทบาท “พรีเซนเตอร์” หรือ “เจ้าบ้าน” เพื่อสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนหลักหมื่น เริ่มต้นที่ 15,000 บาท และภายหลังปรับเป็น 35,000 บาท โดยไม่มีส่วนแบ่งกำไร
อย่างไรก็ตาม จุดพลิกสำคัญอยู่ที่การเข้าพบตำรวจครั้งนี้ เมื่อพนักงานสอบสวน บก.ป. ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า “สายเชีย” มีชื่อร่วมถือครองในโฉนดที่ดินบางแปลงของโครงการ “หาดทรายขาว” กับบุคคลอื่นอีก 3-4 ราย ทำให้ยังไม่สามารถลงบันทึกประจำวันให้ได้ในทันที
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ไปปรึกษาข้อกฎหมายกับทีมทนายความให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
สำหรับสาเหตุที่ “สายเชีย” ต้องออกมาแสดงตัวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากโครงการ “หาดทรายขาว” มีประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ส่งผลให้เจ้าตัวในฐานะบุคคลหน้าฉาก ถูกสังคมและเจ้าหน้าที่เพ่งเล็งอย่างหนัก จนกระทบต่อชื่อเสียงและการทำงาน
“สายเชีย” เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ร่วมโครงการ ต้องนำรายได้ไปใช้จ่ายทั้งผ่อนรถ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายทางสังคม จนไม่มีเงินเก็บ สุดท้ายรถถูกยึด เป็นหนี้สิน และงานในวงการบันเทิงลดลงอย่างต่อเนื่อง
“ผมไม่ได้เป็นเศรษฐีร้อยล้านอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ผมยังเป็นนักแสดงที่พร้อมสู้งานเหมือนเดิม” เจ้าตัวกล่าว พร้อมวอนผู้จัดละครและเอเจนซี่ให้โอกาสกลับมารับงานอีกครั้ง หลังปัจจุบันแทบไม่มีรายได้และถูกเข้าใจผิดมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ประเด็นการถือครองที่ดินร่วมยังคงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ ที่ต้องรอการตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างละเอียด ว่าบทบาทของ “สายเชีย” เป็นเพียงผู้ถูกใช้ชื่อ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเชิงกรรมสิทธิ์มากน้อยเพียงใดต่อไป






